
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงเปิดรายละเอียดคำร้องที่พรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาได้ยื่นผ่านประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กรณีกล่าวหา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการมีมติยุติการตรวจสอบและยกคำร้องคดีที่เกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ต้นตอของเรื่องสืบเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัทบุรีเจริญนคร โดยพบว่านายศักดิ์สยามเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและเคยถือหุ้นในสัดส่วนสูงถึง 80% อีกทั้งบริษัทดังกล่าวยังตั้งอยู่ในที่อยู่เดียวกับบ้านพักของนายศักดิ์สยาม
แม้ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 จะมีการโอนขายหุ้นทั้งหมดออกไป แต่บุคคลผู้รับโอนหุ้นซึ่งมีอักษรย่อ “ศ.” ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความใกล้ชิดและเกี่ยวพันกับครอบครัวของนายศักดิ์สยามมาเป็นเวลานาน จนนำไปสู่ข้อสงสัยว่าการโอนหุ้นดังกล่าวอาจเป็นเพียง “นิติกรรมอำพราง” หรือไม่

“ประเด็นนี้ไม่ได้จบเพียงข้อสงสัยทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าเข้าข่ายการซุกหุ้น ดังนั้นการที่ ป.ป.ช. มีมติยุติการตรวจสอบและยกคำร้อง จึงเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามอย่างหนักว่ามีเหตุผลรองรับเพียงพอหรือไม่” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
นายปกรณ์วุฒิ ระบุด้วยว่า นอกจากประเด็นการถือหุ้นแล้ว ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายการกู้ยืมเงินจำนวน 38 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สังคมต้องการคำอธิบายอย่างชัดเจนจาก ป.ป.ช.

ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า คำร้องที่ยื่นผ่านประธานรัฐสภาในครั้งนี้ มีข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. รวม 4 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรก คือ การใช้กระบวนการตรวจสอบที่ไม่ชอบด้วยระเบียบ เนื่องจาก ป.ป.ช. ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึกอย่างครบถ้วนก่อนมีมติยกคำร้อง ทั้งที่กฎหมายและระเบียบกำหนดให้ต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ รวมถึงไม่มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ
ประเด็นที่สอง คือ การใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและคลาดเคลื่อนอย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะการวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนและมีคำวินิจฉัยในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องไปแล้ว
ประเด็นที่สาม คือ การปกปิดข้อมูลและดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส โดยผู้ร้องระบุว่า ป.ป.ช. ไม่ตอบสนองต่อคำขอเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ อีกทั้งยังมีความล่าช้าในการเปิดเผยผลการพิจารณา แม้มติยกคำร้องบางส่วนจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2568 และต้นปี 2569 แต่กลับมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะในภายหลัง โดยไม่ได้แจ้งผลโดยตรงแก่ผู้ร้อง

ประเด็นที่สี่ คือ การละเว้นไม่ตรวจสอบฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน
เมื่อถูกถามถึงกรอบเวลาในการพิจารณาของประธานรัฐสภา นายพริษฐ์ ยอมรับว่า ระเบียบไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่เห็นว่ากรณีนี้มีข้อเท็จจริงและเอกสารประกอบครบถ้วนเพียงพอ จึงไม่ควรถูกดึงเวลาออกไปโดยไม่จำเป็น
“หน้าที่ของประธานรัฐสภาไม่ใช่การตัดสินว่า ป.ป.ช. ผิดหรือถูก แต่เป็นการพิจารณาว่าคำร้องมีเหตุอันควรส่งต่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องใช้เวลานานเกินสมควร” นายพริษฐ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ยังแสดงความคาดหวังว่า กระบวนการพิจารณาจะแล้วเสร็จก่อนปิดสมัยประชุมสภาช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมส่งสัญญาณว่า หากประธานรัฐสภาไม่ส่งเรื่องต่อทั้งที่มีเหตุอันควร และเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อาจมีการดำเนินการตามกฎหมายในลำดับต่อไป

ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวถึงกรณีการขอเอกสารจาก ป.ป.ช. ว่า ล่าสุดองค์กรดังกล่าวชี้แจงว่ากำลังให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนใดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ร้องจะติดตามทวงถามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และหากครบกำหนด 30 วันตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วไม่ได้รับข้อมูล ก็จะใช้ช่องทางตามกฎหมายยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เพื่อบังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
“สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่คำชี้แจงที่คลุมเครือ แต่คือความจริงที่ตรวจสอบได้ และความโปร่งใสที่องค์กรอิสระพึงมี” นายปกรณ์วุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

