
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหนองแขม บางบอน และธนบุรี โดยหนึ่งในจุดสำคัญคือชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบการคัดแยกขยะของกรุงเทพมหานคร
นายชัชชาติ กล่าวว่า ปัญหาขยะยังเป็นโจทย์ใหญ่ของกรุงเทพฯ ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันเมืองหลวงมีปริมาณขยะสูงเกือบ 10,000 ตันต่อวัน ขณะที่ขยะเกือบครึ่งหนึ่งยังต้องนำไปฝังกลบ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างภาระต้นทุนให้กับเมืองในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” จึงเสนอการยกระดับนโยบาย “ไม่เทรวม” ไปสู่แนวคิดใหม่ “ขยะเป็นเงิน” โดยเปลี่ยนระบบจัดการขยะจากการกำจัดปลายทาง มาเน้นการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างมูลค่าและรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

ภายใต้นโยบายดังกล่าว จะมีการแยกขยะออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะอินทรีย์ ขยะอันตราย ขยะรีไซเคิล และ “ขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ” เช่น ถุงพลาสติก กล่องอาหาร และแก้วพลาสติกใช้แล้ว ซึ่งแม้จะเคยถูกมองว่าไร้ค่า แต่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้
“ต่อไปขยะจะไม่ใช่ภาระของเมือง แต่จะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของชุมชน เราจะผลักดันให้มีศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน เพราะขยะสามารถสร้างรายได้กลับคืนให้ประชาชนได้จริง” นายชัชชาติกล่าว
สำหรับ แผนงานสำคัญ จะมีการจัดตั้งศูนย์จัดการและแปรรูปวัสดุ หรือ MRF (Material Recovery Facility) เพื่อรับ คัดแยก และส่งต่อขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด ลดต้นทุนของเมือง และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดตั้ง “อาสาสมัคร MRF” เพื่อช่วยคัดแยกขยะโดยมีค่าตอบแทน รวมถึงนโยบาย “ชักลากขยะ” ในพื้นที่ที่รถเก็บขยะของ กทม. เข้าถึงได้ยาก โดยเปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามารับจ้างบริหารจัดการขยะ สร้างรายได้และลดภาระของเมืองไปพร้อมกัน
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือการยกระดับอาชีพซาเล้งเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ กทม. ในการเก็บรวบรวมขยะรีไซเคิลจากหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน จะมีการสร้างเครือข่าย “อาสาสมัครไม่เทรวม” โดยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเข้ามาทำงานแบบรายชั่วโมง ทำหน้าที่รณรงค์การแยกขยะ ตรวจสอบจุดทิ้งขยะ และเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่สาธารณะ พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการ BKK Food Bank เพื่อบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการในชุมชน
นายชัชชาติ ยังยืนยันว่า ปัญหาการนำขยะที่ประชาชนคัดแยกแล้วไปเทรวมกัน จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านระบบ Traffy Fondue ได้ทันที หากพบเจ้าหน้าที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง
สำหรับต้นแบบการขยายผล จะนำโมเดลความสำเร็จของชุมชนสงวนคำไปต่อยอดสู่การจัดตั้งศูนย์จัดการขยะชุมชนจำนวน 1,000 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมการบริหารจัดการขยะอินทรีย์ ธนาคารขยะ ขยะชิ้นใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยะกำพร้า และพลาสติกที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ยาก

ด้าน นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ชุมชนสงวนคำเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์แล้วว่าการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องส่งเข้าสู่ระบบกำจัดของ กทม. ได้อย่างชัดเจน และหากขยายผลได้ทั่วเมือง จะช่วยลดภาระของโรงกำจัดขยะหนองแขมและอ่อนนุชได้อย่างมาก
ขณะที่เป้าหมายในระยะยาว คือการลดสัดส่วนการฝังกลบขยะให้เหลือเพียงประมาณ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 50% โดยขยะแต่ละประเภทจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการจัดการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิล การผลิตปุ๋ยจากเศษอาหาร หรือการกำจัดด้วยโรงไฟฟ้าขยะ
ส่วนพื้นที่กำจัดขยะอ่อนนุช ซึ่งเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องปัญหากลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย นายชัชชาติระบุว่า สัญญาโรงหมักเดิมจะสิ้นสุดลงภายในปีหน้า และจะปรับเปลี่ยนเป็นระบบปิดทั้งหมด พร้อมวางแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นสวนป่าขนาดกว่า 200 ไร่ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
สำหรับพื้นที่หนองแขม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบกำจัดขยะกรุงเทพฯ ปัจจุบันรองรับการฝังกลบได้ 3,000 ตันต่อวัน มีเตาเผาขยะ 300 ตัน และระบบคัดแยกปลายทาง 1,000 ตัน โดยในอนาคตจะเพิ่มกำลังการเผาขยะอีก 1,000 ตันต่อวัน เพื่อลดการพึ่งพาการฝังกลบ และเตรียมพัฒนาให้เป็นที่ตั้งของโรง MRF แห่งแรกของกรุงเทพมหานคร
“อนาคตขยะจะไม่ใช่ปัญหาของเมืองอีกต่อไป แต่จะเป็นทรัพยากรที่สร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ” นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้าย ท่ามกลางความสนใจของประชาชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมรับฟังนโยบายอย่างคึกคัก
