
บรรยากาศการเมืองในพรรคพลังประชารัฐเริ่มขยับตัวอีกระลอก เมื่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นภายหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคครบ 60 วัน ซึ่งตามกฎหมายพรรคการเมืองจำเป็นต้องจัดประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกตั้งและจัดโครงสร้างใหม่
น.ส.ตรีนุช ระบุว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคมีวาระสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่สามัญในเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง ส่วนประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยในรายละเอียดเชิงลึก โดยต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะสามารถเดินหน้าเจรจาในขั้นตอนถัดไปได้
เมื่อถูกถามถึงเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาล หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่า พรรคยังไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดเป็นพิเศษ แม้จะมีการเจรจาเบื้องต้นในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม พร้อมย้ำจุดยืนเดิมว่า พรรคพร้อมสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนมากที่สุด เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
“เราฟังเสียงพี่น้องประชาชนเป็นหลัก พรรคที่ได้เสียงมากที่สุดก็ควรเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราขอยืนยันในจุดยืนนี้” น.ส.ตรีนุชกล่าว
สำหรับจำนวน ส.ส. 5 เสียงของพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกมองว่าอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการต่อรองตำแหน่งในรัฐบาล น.ส.ตรีนุช กล่าวเพียงว่า เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำเป็นหลัก และขอรอความชัดเจนหลัง กกต. รับรองผลเลือกตั้ง
เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวความเป็นไปได้ในการตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทย น.ส.ตรีนุช ปฏิเสธจะให้รายละเอียด โดยระบุว่า พรรคต้องให้เกียรติพรรคแกนนำก่อน และยังไม่มีการปิดประตูเจรจากับใครอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ภายในพรรคยังมีเสียงสะท้อนจากผู้สมัคร ส.ส. บางส่วนที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตรกลับมามีบทบาทอีกครั้ง โดยมองว่าพรรคกำลังเผชิญภาวะ “ไร้ทิศทาง” และหัวหน้าพรรคไม่ได้ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงอย่างทั่วถึง
ต่อคำถามดังกล่าว น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ยืนยันว่าพรรคมีจุดยืนและอุดมการณ์ชัดเจนมาตลอด เพียงแต่ช่วงเวลาที่จำกัดและการเปลี่ยนผ่านหลายด้านอาจทำให้การลงพื้นที่ไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร พร้อมระบุว่า ผู้ที่ตัดสินใจทำงานกับพรรคได้ผ่านการพูดคุยทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง
ท่ามกลางสมการการเมืองที่ยังไม่ลงตัว 5 เสียงของพลังประชารัฐอาจไม่ใช่ตัวเลขที่มากนัก แต่ในเกมจัดตั้งรัฐบาลที่ทุกคะแนนมีความหมาย เสียงเล็ก ๆ อาจกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่กำหนดทิศทางประเทศในห้วงเวลาต่อจากนี้
