ปชป.ชำแหละ TH AI Passport ห่วง AI ไม่ฉลาด เสี่ยงพาคนไทย ‘โง่ฉับพลัน’

ปชป. ตั้งคำถามหนัก TH AI Passport หลังเปิดใช้ 5 วัน ชี้โมเดลยังสู้ AI ฟรีในตลาดไม่ได้ หวั่นประชาชนรับข้อมูลคลาดเคลื่อนจน “ทักษะถดถอย”

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการติดตามโครงการ TH AI Passport หลังเปิดใช้งานมาแล้ว 5 วัน โดยระบุว่า จากการทดลองระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พบข้อกังวลหลายด้าน ทั้งประสิทธิภาพของโมเดล AI การบริหารข้อมูลส่วนบุคคล ความคุ้มค่าของงบประมาณ ตลอดจนทิศทางการพัฒนา National LLM ของประเทศ

นางการดี กล่าวว่า จากการทดสอบพบว่า โมเดล AI ที่เปิดให้ประชาชนใช้ฟรีบนแพลตฟอร์มยังมีประสิทธิภาพไม่โดดเด่น เมื่อเทียบกับโมเดลฟรีที่มีอยู่ในตลาด อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนคำสั่งต่อวัน จึงตั้งคำถามว่า หากเป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพิ่มผลิตภาพ และช่วย SMEs รัฐควรแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานให้ชัดเจน ทั้งนักเรียน ครู ข้าราชการ SMEs และสตาร์ทอัป ว่าแต่ละกลุ่มต้องใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาอะไร

พร้อมเตือนว่า หากนำโมเดลที่ยังมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำไปให้ประชาชนใช้อย่างกว้างขวาง อาจเกิดผลตรงกันข้าม จากที่ต้องการเพิ่มทักษะ กลับกลายเป็นการทำให้ผู้ใช้พึ่งพาคำตอบที่ผิดหรือข้อมูลคลาดเคลื่อน จนนำไปสู่ภาวะ “ทักษะถดถอย” หรือ “โง่ฉับพลัน”

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ธรรมาภิบาลข้อมูล โดยนางการดีระบุว่า ใน TOR มีการกล่าวถึงความสามารถในการรายงานและวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานทั้งระดับบุคคลและกลุ่ม จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อมูลและคำสั่งที่ประชาชนป้อนเข้าสู่ระบบจะถูกเก็บ ใช้ วิเคราะห์ หรือส่งต่อไปเพื่อประโยชน์ใด และสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้มากน้อยเพียงใด

“ข้อมูลคือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดในโลกเทคโนโลยี ขณะที่ความเป็นส่วนตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ รัฐต้องสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลของประชาชนจะไม่ถูกนำไปสร้างอคติ หรือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” นางการดีกล่าว

นางการดียังตั้งคำถามถึงแนวทางพัฒนา National LLM หลังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. เคยระบุว่า หากไม่มีโครงการ TH AI Passport ประเทศไทยจะไม่สามารถสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศได้ จึงต้องการทราบว่าแผนพัฒนาดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไร และเหตุใดจึงไม่ปรากฏอย่างชัดเจนใน TOR

พร้อมกันนี้ยังเตือนถึงความเสี่ยงเรื่อง Vendor Lock-in แม้ไม่ได้กล่าวหาว่ามีการล็อกสเปก แต่เห็นว่าสังคมควรจับตา TOR ในอนาคตอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากผู้รับจ้างรายใดมีฐานข้อมูลผู้ใช้งานหลายล้านคนอยู่ในมือ อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งในการประมูลงานครั้งต่อไป

ส่วนตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ นางการดีเห็นว่า การมีผู้ลงทะเบียน 5 ล้านคนไม่ควรถูกใช้เป็นคำตอบหลัก เพราะเป็นเพียงตัวเลขด้านการเข้าถึงหรือการตลาด สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการนี้ และประชาชนมีทักษะ AI เพิ่มขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด

จึงเสนอให้ สดช.กำหนดตัวชี้วัดที่จับต้องได้ แยกตามกลุ่มผู้ใช้งาน พร้อมเปิดเผยกลไกธรรมาภิบาล และจัดทำแดชบอร์ดแสดงผลลัพธ์ของโครงการอย่างโปร่งใส โดยเตรียมนำประเด็นทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กันยายน 2569

สำหรับเสียงวิจารณ์เรื่องความฉลาดของระบบและปัญหาคำตอบผิดเพี้ยน นางการดีมองว่า ส่วนหนึ่งอาจมาจากการใช้โมเดลรุ่นเก่า หากรัฐนำเงินภาษีประชาชนไปลงทุนกับระบบที่คุณภาพยังแข่งขันกับโมเดลในตลาดไม่ได้ ก็ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังถึง ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ

ส่วนกรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ปัญหาบางส่วนอาจเกิดจากผู้ใช้นำ AI ไปใช้ผิดประเภท นางการดีกล่าวว่า จากการทดลองสร้างบัญชีใหม่และใช้คำสั่งเดียวกันกับบัญชีเดิม กลับได้คำตอบแตกต่างกันมาก จึงยังมีข้อสงสัยถึงคุณภาพและมาตรฐานของระบบ

ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ในแพลตฟอร์ม แม้มีเนื้อหาหลากหลาย แต่หลังทดลองเรียนประมาณ 3-4 คลิป พบว่าหลายส่วนเป็นเนื้อหาที่สามารถหาได้ทั่วไป และบางช่วงมีลักษณะคล้าย “คลิปประชาสัมพันธ์หรืออวยโครงการ” มากกว่าการสอนทักษะ AI ระดับสูง จึงเรียกร้องให้รัฐยกระดับคุณภาพเนื้อหา หากต้องการให้ TH AI Passport เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพประชาชนอย่างแท้จริง