
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำทีม สส. แถลงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่า หลังการลงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขมาตรา 256 หรือเพิ่มมาตรา 256/1 เพื่อเปิดทางสู่กระบวนการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
อย่างไรก็ตาม การเสนอร่างต้องใช้เสียง ส.ส. ไม่น้อยกว่า 100 เสียง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีไม่เพียงพอ จึงต้องประสานความร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่นที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และไม่เห็นด้วยกับร่างหลักของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ จนสามารถรวบรวมรายชื่อเสนอร่างได้รวม 2 ฉบับ
สำหรับ ร่างฉบับแรก เป็นแนวทางจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่พรรคยืนยันมาโดยตลอด แต่ได้วางกรอบโดยคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และความกังวลของประชาชนในประเด็นหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งมีความอ่อนไหว โดยยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้นการแก้ไข แต่ต้องแยกพิจารณาเป็นรายประเด็นอย่างชัดเจน ไม่รวมกับสาระอื่น
ข้อเสนอสำคัญคือการกำหนดให้คงสาระของหมวด 1 และหมวด 2 ไว้ และปรับกระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ด้วยระบบหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ เปิดทางให้ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือร่วมเลือกตัวแทนในระดับจังหวัด ขณะที่ผู้ไม่มีอุปกรณ์ รัฐจะจัดจุดบริการในหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มการมีส่วนร่วม
โครงสร้าง สสร. ถูกออกแบบให้มี 100 คน โดย 80 คนมาจากการคัดเลือกในระดับจังหวัด ผ่านกระบวนการหยั่งเสียงก่อนส่งรายชื่อจังหวัดละ 3 คนเข้าสู่สภา เพื่อให้ ส.ส. ลงคะแนนคัดเลือกโดยกำหนดให้ ส.ส. 1 คนมี 1 เสียง ป้องกันการผูกขาดโดยเสียงข้างมาก และหากไม่ครบให้ลงคะแนนรอบถัดไปจนได้ครบ
อีก 20 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญ โดยแบ่งเป็นตุลาการศาลฎีกา 5 คน ศาลปกครอง 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ 5 คน รวมถึงนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์อีก 5 คน ซึ่งจะให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบกระบวนการคัดเลือก
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า กระบวนการยกร่างจะมีความยืดหยุ่น เปิดให้ สสร. กำหนดรูปแบบการทำงานเอง แต่ต้องจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนเสนอร่างให้รัฐสภาพิจารณา โดยกำหนดให้ใช้เสียงเห็นชอบ 3 ใน 5 เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางการเมือง และหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้อำนาจของวุฒิสภาในลักษณะวีโต้
ส่วนร่างฉบับที่สอง เสนอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต ใช้เกณฑ์เสียง 3 ใน 5 โดยไม่ต้องกำหนดสัดส่วนเสียงของวุฒิสภา ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เพื่อสร้างกติกาที่ชัดเจนและลดเงื่อนไขความขัดแย้ง
ทั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านย้ำว่าแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนของพรรคต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยคำนึงถึงทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เคารพคำวินิจฉัยของศาล และใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
