
พรรคประชาชนไม่จบคดีฮั้ว สว. ประกาศเดินหน้าเอาผิด กกต. พร้อมผลักหลักฐานผู้ถูกกล่าวหาที่ยังไม่ถูกส่งศาล และเตรียมซักฟอกนักการเมืองที่ถูกพาดพิง
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 17.45 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมรองหัวหน้าพรรคและ สส. ร่วมแถลงภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งผู้ถูกกล่าวหาในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ขึ้นสู่กระบวนการศาลรวม 77 คน ในจำนวนนี้เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ขณะที่ไม่มีกรรมการบริหารพรรค สส. รัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกส่งฟ้อง

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ผลการพิจารณาดังกล่าวไม่ใช่มติเอกฉันท์ แต่เป็นมติเสียงข้างมาก และตั้งข้อสังเกตว่า แม้มีการส่ง สว. 26 คนเข้าสู่ชั้นศาล กลับไม่มีนักการเมืองถูกส่งดำเนินคดีแม้แต่รายเดียว คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญทางการเมือง เพราะข้อกล่าวหาชี้ไปถึงการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการเพื่อเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์ประกอบของวุฒิสภา แต่ท้ายที่สุด กกต.กลับสั่งฟ้องเพียงบางส่วน ทั้งที่คณะกรรมการไต่สวนเคยตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องในวงกว้าง
นายณัฐพงษ์อ้างถึงหลักฐานที่ปรากฏในการสอบสวน ทั้งโพยรายชื่อ สถิติการลงคะแนน เส้นทางการเงิน คลิปเสียง การนัดหมายตามจุดต่าง ๆ และข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ โดยเห็นว่าหลักฐานเหล่านี้ควรถูกพิจารณาเชื่อมโยงกันในภาพรวม ไม่ใช่แยกเป็นรายบุคคลหรือรายเหตุการณ์จนทำให้ภาพของขบวนการถูกตัดทอน พร้อมยกกรณีบรรทัดฐานเดิมของ กกต. ที่เคยส่งคดีเข้าสู่ศาลจากหลักฐานการจับคู่และแลกคะแนนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดคดีครั้งนี้ ซึ่งมีหลักฐานหลากหลายกว่า จึงมีผู้ถูกส่งศาลเพียงบางส่วน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเห็นว่าการใช้ดุลพินิจของ กกต.ครั้งนี้อาจขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานที่ กกต.เคยวางไว้ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะเมื่อ กกต. 4 ใน 7 คนเข้าสู่ตำแหน่งผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภาชุดปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องการ “ต่างตอบแทนทางการเมือง” เป็นข้อสังเกตของพรรคประชาชน ซึ่งยังต้องพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
นายณัฐพงษ์ ประกาศว่า พรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อใน 5 แนวทาง ได้แก่ ดำเนินการหรือสนับสนุนการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อ กกต. หากพบว่ามีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ผลักดันให้หลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาที่ยังไม่ถูกส่งฟ้องได้รับการพิจารณาในชั้นศาล, ตรวจสอบนักการเมืองที่เกี่ยวข้องผ่านกลไกรัฐสภา รวมถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นอกจากนี้ จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อจำกัดอำนาจวุฒิสภาและปฏิรูปองค์กรอิสระให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมทั้งเพิ่มอำนาจประชาชนในการริเริ่มตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พร้อมทั้งจะเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยไม่เปิดช่องให้วุฒิสภามีอำนาจพิเศษเข้าขัดขวางเจตจำนงประชาชน
เมื่อถาม ถึงคำชี้แจงของ กกต.ที่ระบุว่าเส้นทางการเงินยังไม่เชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า กระบวนการเลือก สว.ครั้งนี้ต้องมองเป็นภาพรวม ไม่สามารถพิจารณาแยกเป็นรายกรณีได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงคำให้การของพยานบางรายที่อาจมีความเปลี่ยนแปลง และเห็นว่าควรตรวจสอบว่ามีแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่

“หาก กกต.มีมติเสียงข้างมากไม่ส่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแม้แต่คนเดียวเข้าสู่ศาล ก็เท่ากับกำลังบอกสังคมว่า กระบวนการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการโกงเลือก สว.ครั้งใหญ่ ไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเลย” นายณัฐพงษ์กล่าว
ส่วนช่องทางดำเนินคดีต่อ กกต. หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่า ทีมกฎหมายของพรรคกำลังพิจารณารายละเอียด ทั้งเรื่องฐานความผิด ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง และช่องทางตามกฎหมาย โดยจะเปิดเผยรายละเอียดในเร็ว ๆ นี้ แม้ กกต.จะไม่ส่งฟ้องนักการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่ากลไกตรวจสอบทางการเมืองจะสิ้นสุดลง ฝ่ายค้านยังมีสิทธิตรวจสอบพฤติการณ์และคุณสมบัติของรัฐมนตรีผ่านรัฐสภา พร้อมทั้ง ได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่าอาจมีความพยายามตีกรอบการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงขอให้สังคมจับตาว่า รัฐบาลและประธานรัฐสภาจะเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านใช้กลไกตรวจสอบอย่างเต็มที่หรือไม่
“อะไรที่ไม่โปร่งใสในอดีต ย่อมถูกนำมาซักฟอกและอภิปรายได้ สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้คือ รัฐบาลพร้อมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่” นายณัฐพงษ์กล่าว
