
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลหลักเมืองอุบลราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี คาราวานพรรคประชาชนเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ท่ามกลางประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น นำโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นายปิยรัฐ จงเทพ รองเลขาธิการพรรค พร้อมด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ช่วยหาเสียง
นายวิโรจน์ กล่าวเปิดเวทีด้วยน้ำเสียงเข้มข้น ระบุว่า การเดินทางมาอุบลราชธานีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะอุบลฯ คือจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่มีคำว่า “ราชธานี” เป็นเมืองชั้นเอกที่ควรพัฒนาได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ แต่ที่ผ่านมา การพัฒนาเหมือนถูกฉุดรั้งจากโครงข่าย “บ้านใหญ่” ที่ดูดกลืนผลประโยชน์ จนโอกาสใหม่ๆ ของเมืองแทบไม่เกิด

รองหัวหน้าพรรคประชาชนย้ำว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนบัญชีรายชื่อจากชาวอุบลกว่า 300,000 คะแนน แต่กลับไม่สามารถคว้า สส.เขตได้เลย สะท้อนปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ยังฝังรากลึก พร้อมตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่อุบลราชธานีจะ “ล้างตา” กับการเมืองสีเดิม
“วันนี้หมดคนละครึ่งแล้ว เลือกตั้งครั้งนี้ไม่ต้องแบ่งใจให้ใคร ขอส้มสองใบไปเลย” นายวิโรจน์กล่าว พร้อมชี้ว่า หากการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนไม่ชนะอย่างถล่มทลาย ประเทศจะยังถูกปกครองโดยกลุ่มอำนาจหน้าเดิม ที่สลับสี ย้ายพรรควนเวียนไม่รู้จบ และอุบลฯ จะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

นายวิโรจน์ ยังย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาชนว่า เป็นพรรคเดียวที่ประกาศความพร้อมเป็นรัฐบาล เปิดตัวทีมบริหารอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าใครจะรับผิดชอบงานด้านใด พร้อมยอมรับความผิดพลาด แก้ไข และไม่เคยใช้คำ์การเมืองเป็นเพียง “เทคนิคหาเสียง”
ด้าน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเวทีปราศรัยต่อเนื่อง ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญของชาวอุบลราชธานีในการส่ง “นายกฯ เท้ง” เข้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า “คราวนี้ขอส้มยกจังหวัดได้หรือไม่”

นายพิธาชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของอุบลฯ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ พร้อมย้ำว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่พูดถึงการจัดการความยากจนอย่างจริงจัง ตั้งแต่การกระจายที่ดิน การลด-ปลด-ปรับหนี้ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และการผลักดันแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคม
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาสุขภาพของประชาชนอุบลราชธานี ที่มีจำนวนผู้ป่วยในสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ พร้อมยืนยันว่า หากตั้งรัฐบาลประชาชนได้ จะยกระดับระบบสาธารณสุขให้คนอุบลฯ เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม
“8 กุมภาพันธ์นี้ กาส้มสองใบ เปลี่ยนอุบลฯ เปลี่ยนอีสาน เปลี่ยนประเทศไทย และเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน” นายพิธากล่าวทิ้งท้ายท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง


