‘พิธา’ หนุน ‘เดชรัต’ ปักธงเรียนระดับโลกที่นนทบุรีลั่นโรงเรียนดีต้องไม่ทิ้งเด็กตกหล่น

“พิธา” ขึ้นเวทีหนุนทีม อบจ.พรรคประชาชน ชูเป้า “เรียนระดับโลกที่นนทบุรี” ชี้จังหวัดการศึกษาดีแต่ยังมีเด็กตกหล่น ย้ำคะแนนสอบอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างเด็กให้ “ล้มได้ ลุกเป็น”

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่สวนอีเด่น อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี พรรคประชาชน จัดเวทีเสวนานโยบายด้านการศึกษาของจังหวัดนนทบุรี โดยมี นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี พรรคประชาชน หมายเลข 4, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และ น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ และกรรมการมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเสนอแนวทางยกระดับระบบการศึกษาในพื้นที่

นายเดชรัตกล่าวถึงกระแสกังวลว่า หากพรรคประชาชนเข้าบริหาร อบจ.นนทบุรี อาจมีการปรับลดงบประมาณด้านการศึกษาและลดตำแหน่งครู โดยยืนยันว่า จะยังคงการลงทุนด้านการศึกษาไว้ประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปี รวมถึงคงการจ้างครูและบุคลากร ตลอดจนการสนับสนุนโรงเรียนในระดับเดิม พร้อมเดินหน้าต่อยอดระบบการศึกษาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก

นายเดชรัตเสนอแนวนโยบายสำคัญ 5 ด้าน เริ่มจาก การช่วยให้เด็กค้นหาตัวตนและความฝัน ผ่านโครงการ After School Club เชิญผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาเปิดโลกการเรียนรู้ และโครงการ Job Shadow เชื่อมเด็กกับผู้ประกอบการในจังหวัด ให้ได้ทดลองสัมผัสอาชีพจริงก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิต รวมถึงพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพควบคู่ทักษะภาษาอังกฤษ

ด้านที่สองคือ เพิ่มพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กนนทบุรีไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงทุกครั้งที่ต้องการแหล่งเรียนรู้ โดยเสนอปรับอาคารเดิมเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีทั้ง Co-working Space ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่กิจกรรมเยาวชน ตลอดจนเปิดโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กในวันหยุด ผ่านโครงการ “บ้านนิทาน ลานของเล่น” ให้ครอบครัวยืมหนังสือและของเล่นกลับบ้านได้

ด้านที่สามคือ แก้ปัญหาสุขภาพจิตแบบทั้งระบบ ครอบคลุมเด็ก ผู้ปกครอง และครู ซึ่งเดชรัตเรียกว่าเป็น “ความเครียดสามเส้า” โดยจะสร้างระบบให้คำปรึกษาในโรงเรียน ให้ความรู้ผู้ปกครองเรื่องการสื่อสารกับลูก ตั้งคลินิกนิรนามให้เด็กขอคำปรึกษาหรือแจ้งปัญหาการกลั่นแกล้งโดยไม่เปิดเผยตัวตน รวมถึงคลินิกดูแลสุขภาพจิตสำหรับครู

นายเดชรัตระบุว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะเริ่มวางระบบดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียน ภายใน 30 วันแรก เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษานี้

ด้านที่สี่คือ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็ก โดยจัดทีมสนับสนุนลงไปช่วยโรงเรียนขนาดเล็กโดยตรง รวมถึงแก้ปัญหาโภชนาการและพัฒนาการเด็ก ซึ่งแม้นนทบุรีจะเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างดี แต่ยังพบความแตกต่างระหว่างเด็กในแต่ละพื้นที่

ด้านสุดท้ายคือ เพิ่มตัวช่วยและสวัสดิการให้ครู ทั้ง “คูปองการเรียนรู้” ให้ครูเลือกหลักสูตรพัฒนาทักษะได้เอง คลินิกให้คำปรึกษาสำหรับบุคลากรการศึกษา และการจัดตั้ง “คลังการเรียนรู้” กลางของจังหวัด รวบรวมอุปกรณ์ บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ วิทยากร และคลังข้อสอบ เพื่อให้โรงเรียนใช้ทรัพยากรร่วมกัน ลดต้นทุนและลดภาระครู

นายเดชรัตกล่าวว่า การศึกษาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเพิ่มความรู้ แต่ต้องสร้างหลักคิดเรื่อง “คนเท่ากัน คนต่างกัน คนเหมือนกัน” คือเคารพความเท่าเทียม เข้าใจความแตกต่าง และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

“เราต้องทำให้ลูกหลานของเราเรียนรู้ในเชิงลึกตามความสนใจของเขา ให้ค้นหาความฝันและค้นหาตัวเองได้ ต้องมีพื้นที่เรียนรู้ที่ต่อยอดจากในห้องเรียนสู่นอกห้องเรียน การศึกษานนทบุรีต้องไปได้ไกลกว่าเดิม และต้องไปด้วยกันทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่หรือเด็กบางกลุ่ม” นายเดชรัตกล่าว

ด้าน นายพิธากล่าวว่า เป้าหมาย “เรียนระดับโลกที่นนทบุรี” สามารถเกิดขึ้นได้จริง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในประสบการณ์ด้านนโยบายและการศึกษาของเดชรัต โดยระบุว่า แม้นนทบุรีจะมีตัวชี้วัดด้านการศึกษาหลายเรื่องอยู่ในระดับต้นของประเทศ แต่ในอีกด้านยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากระบบการศึกษา นายก อบจ.คนต่อไปจึงต้องไม่พัฒนาเฉพาะโรงเรียนที่พร้อมอยู่แล้ว แต่ต้องดึงเด็กที่ตกหล่นกลับเข้าสู่ระบบด้วย

นายพิธายังเสนอแนวคิดพัฒนาทักษะเด็กในศตวรรษที่ 21 ผ่าน “วิชาล้มได้ ลุกเป็น” หรือ Bounce Back ฝึกให้เด็กสามารถรับมือกับความผิดหวัง ความล้มเหลว และการถูกกลั่นแกล้ง เพราะสุขภาพจิตและความเป็นมนุษย์ของเด็กต้องได้รับความสำคัญไม่แพ้คะแนนสอบ

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทาง Flipped Classroom ให้เด็กมีบทบาทค้นคว้าและนำเสนอด้วยตัวเองมากขึ้น รวมถึงใช้ Portfolio ประเมินศักยภาพเด็กแทนการยึดคะแนนสอบเพียงด้านเดียว เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กที่มีความสามารถด้านศิลปะ กีฬา หรือทักษะอื่น ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

ขณะที่ น.ส.กุลธิดาระบุว่า ท้องถิ่นสามารถเป็นคำตอบสำคัญของการจัดการศึกษาได้ เพราะมีความคล่องตัวในการบริหาร โดยควรใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ เช่น นำข้อมูลที่อยู่อาศัยของนักเรียนมาวางแผนเส้นทางรถรับส่ง ลดจำนวนเที่ยวที่ซ้ำซ้อน ออกแบบรถให้เหมาะกับสภาพถนน และจัดเวลาเข้า-เลิกเรียนให้สอดคล้องกับสภาพการจราจร

ส่วนปัญหาสุขภาพจิต กุลธิดาเสนอให้ อบจ.เพิ่มนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ พร้อมสร้างระบบให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองสามารถสังเกตสัญญาณความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก ขณะเดียวกันต้องเร่งลดงานเอกสารและภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน เพื่อคืนเวลาให้ครูได้กลับมาทำหน้าที่สำคัญที่สุด คือการดูแลและพัฒนานักเรียนอย่างเต็มที่