
เปิดยุทธการล้างภัยใกล้ตัว! “เจเศรษฐ์” ระดมฝ่ายปกครอง-ตำรวจภาคเหนือ ผนึกกำลังปิดทางยาเสพติด กวาดปืนเถื่อน สกัดผู้กระทำผิดทางเพศก่อเหตุซ้ำ ย้ำบังคับใช้กฎหมายไม่มีละเว้น
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมเอ็มเพรส แกรนด์ฮอลล์ ดิ เอ็มเพรส โฮเทล กรุ๊ป แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 2 (ภาคเหนือ) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บังคับบัญชาตำรวจ นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคเหนือเข้าร่วม

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายยกระดับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยให้นายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนำประสบการณ์จากพื้นที่มาถอดบทเรียนและกำหนดมาตรการร่วมกัน โดยโจทย์ความมั่นคงที่ต้องเร่งจัดการมี 9 ด้าน ได้แก่ การบุกรุกที่ดินสาธารณะ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ธุรกิจนอมินี การฟอกเงิน ผู้มีอิทธิพล หนี้นอกระบบ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงข้อมูลด้านความมั่นคง และยาเสพติด
รมช.มหาดไทย เน้นย้ำ 3 ปัญหาที่ต้องเร่งทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม คือ “ยาเสพติด-อาวุธปืน-ผู้กระทำผิดทางเพศ” โดยเฉพาะยาเสพติด ให้นายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร “จับคู่ดูโอ” ทำงานร่วมกันทั้งการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดฟื้นฟู พร้อมดึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งรู้ความเคลื่อนไหวในพื้นที่เข้ามาเป็นกำลังสำคัญ หากยังปล่อยยาเสพติดให้อยู่ในประเทศ ก็จะไหลเข้าสู่จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และสุดท้ายจะเข้าไปถึงบ้านของประชาชน พร้อมกำชับให้มีมาตรการดูแลผู้เสพและผู้ป่วยจิตเวชเข้าสู่ระบบบำบัดรักษาอย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงต่อชุมชน

สำหรับ มาตรการควบคุมอาวุธปืน ให้เร่งตรวจสอบผู้ได้รับใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 แต่ยังไม่มีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน หรือ ป.4 รวมถึงตรวจปืนและเครื่องกระสุนของร้านค้าและสนามยิงปืนให้ตรงตามใบอนุญาต ตรวจสอบภาษี และเดินหน้ากวาดล้างปืนเถื่อนอย่างจริงจัง พร้อมกันนี้ให้ระดมความเห็นถึงมาตรการนำปืนเถื่อนออกจากสังคม รวมถึงการควบคุมผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงนำอาวุธไปก่อความรุนแรง ตลอดจนทบทวนมาตรการออกใบอนุญาตและปืนสวัสดิการ โดยยอมรับว่าในบางพื้นที่ประชาชนยังมีความจำเป็นต้องครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมายเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างสิทธิในการครอบครองกับความปลอดภัยของสังคม
ด้านการป้องกันอาชญากรรมทางเพศ นายเจเศรษฐ์ ยกกรณีที่ จ.อุทัยธานี ซึ่งผู้ก่อเหตุเคยต้องโทษคดีทางเพศมาแล้ว 2 ครั้ง ก่อนออกจากเรือนจำและติดตามความเคลื่อนไหวของนักเรียนหญิงชั้น ม.5 ผ่านเฟซบุ๊ก จนรู้เส้นทางชีวิตประจำวัน ก่อนใช้อาวุธมีดดักก่อเหตุจนเหยื่อเสียชีวิต เป็นบทเรียนว่าหน่วยงานรัฐต้องบูรณาการติดตามและป้องกันไม่ให้ผู้มีพฤติการณ์เสี่ยงกลับมาก่อเหตุซ้ำอย่างเด็ดขาด

รมช.มหาดไทย ย้ำว่า หัวใจสำคัญคือการสร้าง “ทีมอำเภอ” ให้นายอำเภอในฐานะผู้แทนรัฐบาลในพื้นที่ ทำงานเคียงข้างผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร เชื่อมฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงเป็นทีมเดียว ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน โดยเฉพาะการบูรณาการข่าวกรองผ่าน “โต๊ะข่าว” วิเคราะห์สถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมเพิ่มความถี่ของจุดตรวจและจุดสกัด เพื่อปิดช่องการกระทำผิดและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดโดยไม่ละเว้น
“การเวิร์กช็อปวันนี้เป็นความคาดหวังของประชาชนในหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ที่ต้องการมีภาครัฐเป็นที่พึ่ง นายอำเภอต้องประสานกับผู้กำกับได้ ผู้กำกับต้องประสานกับนายอำเภอได้ เพื่อเปลี่ยนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกคนในการดูแลประชาชนอย่างสุดกำลัง” นายเจเศรษฐ์กล่าว

ด้าน นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้นำ “ทีมจังหวัด” เชื่อมทุกหน่วยงาน จัดลำดับปัญหา กำหนดผู้รับผิดชอบและตัวชี้วัดอย่างชัดเจน ก่อนถ่ายทอดลงสู่อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และชุมชน โดยต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรายงานว่า “ทำอะไรไปแล้ว” มาเป็นการตอบให้ได้ว่า “ปัญหาลดลงหรือไม่ ประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่ และประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร”
นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่เผชิญภัยความมั่นคงหลายรูปแบบ ทั้งยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง อาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจนอมินี ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการบุกรุกที่ดินของรัฐ จึงต้องผนึกกำลังฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร หน่วยความมั่นคง ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เพื่อรับมือสถานการณ์อย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ

ขณะที่ พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ระบุว่า ตำรวจพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด รวมถึงนายอำเภอกับผู้กำกับการสถานีตำรวจ ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดติดสายงาน พร้อมขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ทั้งสร้างภาวะผู้นำร่วม ตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้อาชญากรรมสำคัญ ใช้ฐานข้อมูลอัจฉริยะหรือ Big Data และปรับทัศนคติบุคลากรให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อสกัดภัยคุกคามตั้งแต่ต้นทางไม่ให้ “ฝังรากลึกกลายเป็นมะเร็งร้ายในพื้นที่”
ด้าน นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า เวทีครั้งนี้จะทำให้นายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรับทราบทิศทางจากรัฐบาลโดยตรง และเกิด “ทีมอำเภอ” ที่ คิดร่วมกัน วางแผนพร้อมกัน และลงมือทำไปด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่

