
เมื่อวันที่ 21 มกราคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลาราชการตลอดทั้งวัน เพื่อลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย หาเสียงในจังหวัดนครพนม ถือเป็นการลงพื้นที่ภาคอีสานครั้งแรกของการเลือกตั้งครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ อ.นาแก อ.นาหว้า อ.ศรีสงคราม อ.บ้านแพง และ อ.เมืองนครพนม เพื่อสนับสนุนผู้สมัครทั้ง 4 เขต ได้แก่ น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ เขต 1 นายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ เขต 2 นายอลงกต มณีกาศ เขต 3 และ นายชูกัน กุลวงษา เขต 4
จุดแรก นายอนุทิน พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เดินทางถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม เพื่อช่วยหาเสียงให้นายชูกัน กุลวงษา ผู้สมัคร สส.เขต 4 โดยมีชาวบ้านนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ พร้อมผ้าขาวม้าผูกเอวต้อนรับตามธรรมเนียมอีสาน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและเสียงเพลงหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย

ช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายอนุทิน ถามประชาชนว่า “อยากให้เปิดด่านชายแดนหรือไม่” ก่อนที่ชาวบ้านจะตอบกลับทันทีว่า “ไม่” พร้อมสะท้อนเหตุผลว่า การไม่เปิดด่านช่วยป้องกันข้าวผิดกฎหมายไม่ให้ทะลักเข้ามาในประเทศ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้น และยังทำให้รัฐบาลสามารถระบายข้าวออกสู่ตลาดต่างประเทศได้กว่า 600,000 ตัน
นายอนุทิน ระบุว่า ชาวนาเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับพรรคภูมิใจไทย การค้าข้าวต้องขายในฐานะ “ข้าวเพื่อการบริโภค” ไม่ใช่ข้าวไปทำแป้งหรืออาหารสัตว์ เพื่อรักษามูลค่าและศักดิ์ศรีของข้าวไทย ซึ่งมีคุณภาพและรสชาติเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

พร้อมเปิดเผยว่า ได้กำชับ น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศต้องมีคำว่า “ข้าวไทย” อยู่เสมอ เพราะโลกเผชิญทั้งภัยพิบัติและสงคราม อาหารจึงกลายเป็นความมั่นคงระดับโลก การขายข้าวต้องไม่ใช่แค่บริโภคทันที แต่ต้องสำรองไว้ ทำให้ข้าวไทยมีมูลค่าและราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ยังครองตำแหน่งข้าวอร่อยที่สุดในโลก แต่จำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์เพื่อทิ้งห่างคู่แข่ง
ช่วงท้าย นายอนุทิน ขอคะแนนเสียงจากชาวนครพนม โดยระบุว่า หากจะเลือกพรรคภูมิใจไทย ขอให้ “ยกพรรคทั้งจังหวัด” เพราะนครพนมมี สส. 4 เขต ก็ควรได้ สส.จากพรรคเดียวกันทั้งหมด

ภายหลังลงจากเวที นายอนุทิน เดินทักทายประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยมีคุณยายผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือตามประเพณีอีสาน พร้อมอวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ผู้สูงอายุหลายรายบอกดีใจที่ได้เห็นตัวจริง ก่อนที่นายอนุทินจะกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า
“อย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ”
ซึ่งชาวบ้านตอบกลับทันทีว่า “ไม่ลืม”


