
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายคาโตะ ทาคาโอะ (Mr. Kato Takao) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mitsubishi Motors ประเทศญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย โดยการหารือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ
ภายหลังการหารือ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณ Mitsubishi Motors ที่ลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 65 ปี จนกลายเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ทั้งในด้านการสร้างงาน การพัฒนาเทคโนโลยี การส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ พร้อมเดินหน้ายกระดับการอำนวยความสะดวกผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อลดขั้นตอน ลดอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตระดับโลก
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังยืนยันนโยบายสนับสนุนการเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ลงทุนและผลิตในประเทศ ใช้แรงงานไทย ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ รวมถึงผลักดันการเพิ่มสัดส่วนการใช้ Local Content เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยและยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายคาโตะ ทาคาโอะ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ Mitsubishi Motors เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทมีมูลค่าการลงทุนสะสมแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และสามารถส่งออกรถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทยไปยังตลาดโลกแล้วมากกว่า 5 ล้านคัน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพสูง ด้วยระบบห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตัดสินใจเดินหน้าลงทุนระยะยาวต่อไป
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mitsubishi Motors ยังประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยจนถึงปี 2573 วงเงินประมาณ 16,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตและส่งออกรถยนต์กระบะ รวมถึงรถยนต์ Pajero ที่ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้า โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อป้อนตลาดโลก

นายคาโตะกล่าวด้วยว่า บริษัทขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาคได้อย่างแข็งแกร่ง
การประกาศแผนลงทุนครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทวีความเข้มข้นทั่วโลก โดยสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนระดับโลก และมีศักยภาพที่จะรักษาสถานะ “ฐานการผลิตยานยนต์แห่งเอเชีย” ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

