
เหตุระทึกกลางทะเลอันดามัน เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติปานามา “SEALLOYD ARC” ประสบเหตุน้ำเข้าเรือ ตัวเรือเอียงอย่างน่าเป็นห่วง เสี่ยงต่อการจม บริเวณใกล้เกาะแก้วน้อย ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ห่างจากหลักเทียบเรือกองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ราว 10 ไมล์ทะเล ขณะเกิดเหตุมีลูกเรือติดค้างอยู่บนเรือรวม 16 คน
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.18 น. ศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 3 ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ก่อนที่ พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 จะสั่งการเร่งด่วนให้ พลเรือตรี สถาพร วาจรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 3 วางแผน อำนวยการ และบูรณาการกำลังทุกภาคส่วนเข้าช่วยเหลือทันที

ทัพเรือภาคที่ 3 จัดส่ง เรือ ต.272 และเรือยนต์ความเร็วสูง ศรชล.หมายเลข 4012 เข้าพื้นที่ พร้อมประสานการปฏิบัติกับ ศูนย์นเรนทร ไข่มุก ภูเก็ต เพื่ออพยพลูกเรือออกจากเรือที่กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง
ต่อมาเวลา 16.58 น. มีการสั่งการให้ อากาศยานลาดตระเวนทางทะเลแบบ DO-228 ขึ้นบินสำรวจสถานการณ์ ถ่ายภาพทางอากาศประเมินความเสียหาย เพื่อใช้ประกอบการวางแผนช่วยเหลืออย่างรอบด้าน
สถานการณ์ทวีความเข้มข้นในช่วงค่ำ เวลา 18.22 น. ทัพเรือภาคที่ 3 ระดมกำลังเสริม ส่ง เรือหลวงปันหยี เรือหลวงหัวหิน และเรือ ต.114 เข้าสมทบพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปตท.สผ., เจ้าท่าจังหวัดภูเก็ต, ตำรวจน้ำ, สภ.ฉลอง และสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 10 เพื่อประชุมวางแผนรับมือ โดยเฉพาะกรณีเลวร้าย หากเกิดการรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ทะเล

ในช่วงเวลาเดียวกัน มี เรือตกปลาไม่ทราบชื่อ ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุเข้าช่วยรับลูกเรือไว้ได้ 8 คน ขณะที่ เรือไข่มุกอันดามัน 5 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต รับลูกเรืออีก 8 คน รวมกัปตันเรือ ก่อนจะไปรับลูกเรือที่อยู่บนเรือตกปลาทั้งหมด และนำกลับเข้าสู่ฝั่งที่อ่าวฉลองอย่างปลอดภัย ลูกเรือทั้ง 16 คนไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
ด้าน ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ศปก.ศรชล.ภาค 3) ได้ตั้ง War Room ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เพื่อบูรณาการข้อมูลและควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต รายงานว่า เรือ SEALLOYD ARC ออกเดินทางจากท่าเรือ Port Klang ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 มุ่งหน้าท่าเรือ Chittagong ประเทศบังกลาเทศ บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 196 ตู้ เบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลว่าสินค้าเป็นวัตถุอันตราย อยู่ระหว่างประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวแทนเรือ

เพื่อป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมอุปกรณ์ขจัดคราบน้ำมันในพื้นที่ ประกอบด้วย ทุ่นล้อมคราบน้ำมันความยาวรวม 440 เมตร และ น้ำยาขจัดคราบน้ำมัน 4,000 ลิตร เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
ล่าสุดพบว่าเรือยังไม่จม โดยทัพเรือภาคที่ 3 เตรียมนำเรือของกองทัพเรือเข้าประคอง ควบคุมสถานการณ์ และลากเรือเข้าเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต เพื่อลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของน้ำมันและผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล ขณะที่ทุกหน่วยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ข่าว/ภาพ : อชัถยา ชื่นนิรันดร์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดภูเก็ต

