รัฐบาลโชว์ความสำเร็จภารกิจ ‘อนุทิน’ เยือนจีนดึงบิ๊กเทคลงทุน 7 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พึงพอใจเป็นอย่างยิ่งต่อผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยสามารถยกระดับความร่วมมือไทย-จีนได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลท้องถิ่นของจีน ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และความร่วมมือระดับประชาชนสู่ประชาชน

ตลอดการเยือน นายกรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน พร้อมยืนยันจุดยืนของประเทศไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีและการเจรจาด้วยความสุจริตใจ เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ การขึ้นเวทีประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 (WAIC 2026) ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอวิสัยทัศน์ด้าน AI ของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด 3P ได้แก่ Protection การคุ้มครองประชาชน, Potential การปลดล็อกศักยภาพ และ Prosperity การสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “การสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ด้านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ไทยและจีนเห็นพ้องผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การค้า การลงทุน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมอวกาศ รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด พร้อมยกระดับบทบาทประเทศไทยจากฐานการผลิต ไปสู่พันธมิตรสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content)

ในด้านการค้า จีนแสดงความสนใจนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยตั้งเป้าขยายมูลค่าการส่งออก เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น

ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศเห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือแบบ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งออนไลน์ สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเยือนครั้งนี้ยังนำไปสู่การลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างไทยและจีนรวม 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ การศึกษา พาณิชย์ ทรัพย์สินทางปัญญา และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันแนวคิด “ทีมไทยแลนด์ พลัส” โดยนำคณะผู้บริหารภาครัฐและเอกชนไทยกว่า 150 คน เข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister–Thai Private Sector Luncheon ร่วมกับนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในต่างประเทศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเดินสายโรดโชว์ศักยภาพประเทศไทย พบผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ทั้ง AgiBot, Huawei, Alibaba และ CP รวมถึงหารือกับผู้บริหาร Xiaomi Corporation, ChangAn Automobile, InnoLight Technology และ Eoptolink Technology ซึ่งล้วนแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการลงทุนของไทย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี และคุณภาพแรงงาน

ผลจากการหารือ ภาคเอกชนจีนตอบรับขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมกว่า 14,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 70,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่มากกว่าหนึ่งหมื่นตำแหน่งทั่วประเทศ

สำหรับความร่วมมือระดับประชาชน ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องส่งเสริมการท่องเที่ยว การศึกษา การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาไทยได้รับทุนศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนเพิ่มมากขึ้น

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแปลงข้อตกลงและผลการหารือต่าง ๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาโมเมนตัมของความร่วมมือไทย-จีนให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในวันศุกร์นี้ นายกรัฐมนตรีจะเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหม เข้าเยี่ยมคารวะ ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น