
รมช.มหาดไทยปลุกพลัง อบจ.ทั่วประเทศ ย้ำท้องถิ่นคือด่านหน้าดูแลประชาชน เปิด 3 แนวทางใหญ่เสริมงบ-ลดปัญหากฎหมาย-เร่งเยียวยาภัยพิบัติ คาดเริ่มระบบประกันภัยพิบัติ ต.ค.69
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 เวลา 08.30 น. ที่สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ถนนราชพฤกษ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพิ่มประสิทธิภาพผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด พร้อมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและบุคลากร อบจ.ทั่วประเทศ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ “ภารกิจเพิ่ม แต่งบประมาณไม่เพิ่มตาม”

การสัมมนามี นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย นายอัครวัฒน์ ศิริธัญญ์ธนากร ประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย รวมถึงนายก อบจ. ปลัด อบจ. ผู้บริหาร ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมประมาณ 200 คน เข้าร่วม
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า อบจ.กำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านการบริหาร บุคลากร และโดยเฉพาะ “การเงินการคลัง” หลังภารกิจในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข โดยเฉพาะการรับถ่ายโอนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งต้องใช้งบประมาณและกำลังคนจำนวนมาก รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจึงให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจและการสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่น เพราะ อบจ.ถือเป็นกลไกสำคัญที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้รวดเร็วและตรงกับปัญหาของแต่ละพื้นที่

นายวรศิษฎ์ย้ำว่า นายก อบจ.และปลัด อบจ.ต้องทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว เพราะถือเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนจังหวัด หากทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำมีเป้าหมายเดียวกัน จะช่วยให้การแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ นายวรศิษฎ์ได้เปิด 3 ประเด็นสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมผลักดันเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ประเด็นแรก “ภาษีบ้านเกิด” เพิ่มช่องทางรายได้ท้องถิ่น หลังปัจจุบัน อปท.ได้รับการถ่ายโอนภารกิจเพิ่มขึ้นหลายด้าน แต่การจัดสรรงบประมาณไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน จึงอยู่ระหว่างยกร่าง “พระราชบัญญัติภาษีบ้านเกิด” เปิดทางให้บุคคลธรรมดาผู้เสียภาษีสามารถกำหนดให้งบจากภาษีของตนส่วนหนึ่งจัดสรรไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องการได้


นายวรศิษฎ์มองว่า หากกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง จะเป็นมิติใหม่ของการคลังท้องถิ่น ทั้ง อบจ. อบต. และเทศบาล ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมให้ประชาชน เห็นชัดว่าเงินภาษีของตนถูกนำกลับไปพัฒนาพื้นที่ใด
ประเด็นที่สอง ดัน “AI ที่ปรึกษากฎหมาย” ช่วยท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาการตีความกฎหมายและระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยมีแนวคิดรวบรวมกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นเข้าสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยวิเคราะห์และเสนอแนวทางปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ ลดความคลาดเคลื่อนและลดความเสี่ยงจากการทำงานผิดระเบียบ
ประเด็นที่สาม “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เร่งเยียวยาประชาชน โดยนายวรศิษฎ์ระบุว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดสงขลา ครม.ได้เห็นชอบหลักการให้รัฐบาลจัดซื้อประกันภัยสำหรับประชาชนทุกครัวเรือนทั่วประเทศ

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายลดขั้นตอนการเยียวยาที่ล่าช้า เมื่อเกิดภัยพิบัติประชาชนไม่ต้องเดินทางมายื่นเอกสารหลายขั้นตอน สามารถรับการชดเชยได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารภาระงบประมาณได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
นายวรศิษฎ์ระบุว่า คาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้ภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้พร้อมรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ พร้อมขอให้บุคลากรท้องถิ่นช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง
นายวรศิษฎ์ได้มอบ “ครุฑมหามงคล” แก่ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดจำนวน 13 ราย ซึ่งพ้นจากหน้าที่ตามกฎหมายในปีงบประมาณ 2569 เพื่อยกย่องและขอบคุณที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และทำคุณประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง


