ราชการพอง–งบประจำบาน ‘เปรมศักดิ์’ จี้รัฐบาลผ่าตัดใหญ่ ก่อนประเทศติดกับดักหนี้

“สว.เปรมศักดิ์” เบรกแนวคิดแช่แข็งเงินเดือนข้าราชการ ชี้อย่าส่งสัญญาณเหมือนไทยถังแตก เสนอผ่าตัดใหญ่ระบบราชการ หยุดเพิ่มคน 5 ปี ลดรายจ่ายประจำ เพิ่มงบลงทุน เตือนปล่อยโครงสร้างเดิมต่อ “ประเทศไทยถึงทางตัน”

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายระหว่างการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยแสดงความกังวลต่อโครงสร้างงบประมาณของประเทศที่มีรายจ่ายประจำในสัดส่วนสูง ขณะที่งบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศมีจำกัด พร้อมเตือนว่า หากยังปล่อยโครงสร้างแบบเดิมเดินหน้าต่อไป ประเทศไทยอาจเผชิญ “ทางตันทางการคลัง” ในอนาคต

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวถึงกระแสข้อเสนอให้ข้าราชการกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศ “งดขึ้นเงินเดือน” เป็นเวลา 1-2 ปี เพื่อช่วยลดภาระการขาดดุลงบประมาณว่า เข้าใจเจตนาที่ต้องการส่งสัญญาณถึงปัญหาการคลังของประเทศ แต่ข้อเสนอดังกล่าวอาจสร้างความตื่นตระหนกและถูกตีความว่า ประเทศไทยกำลังถึงขั้นไม่มีความสามารถจ่ายเงินเดือนข้าราชการ

“หากส่งสัญญาณเช่นนั้นออกไป จะกระทบขวัญและกำลังใจของข้าราชการทั่วประเทศ และท้ายที่สุดประชาชนที่ต้องรับบริการจากรัฐก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย”

นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันรายจ่ายของภาครัฐส่วนใหญ่เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ และค่าใช้จ่ายในการบริหารราชการ ทำให้งบประมาณที่เหลือสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศมีสัดส่วนไม่มาก จึงถึงเวลาต้อง “ผ่าตัดใหญ่” ระบบงบประมาณ มากกว่าการไปหยุดขึ้นเงินเดือนข้าราชการ

ทั้งนี้ ขอเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ประการแรก หยุดขยายอัตรากำลังภาครัฐอย่างน้อย 5 ปี ยกเว้นตำแหน่งที่มีความจำเป็นจริง พร้อมเร่งนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยทำงาน ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน งบประมาณรายจ่ายของประเทศอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันขยับเข้าใกล้ 4 ล้านล้านบาท หากยังเพิ่มขึ้นในอัตราเช่นนี้ อีก 10 ปีอาจแตะระดับ 5 ล้านล้านบาท ขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษียังมีข้อจำกัด ช่องว่างที่เหลือย่อมหนีไม่พ้นการกู้เงิน

“ถ้าวันหนึ่งตั้งงบ 5 ล้านล้านบาท แต่เก็บรายได้ได้เพียง 3 ล้านล้านบาท อีก 2 ล้านล้านบาทก็ต้องกู้ แล้วเพดานหนี้ วินัยการเงินการคลังจะอยู่ตรงไหน”

พร้อมยกตัวอย่างเวียดนามที่เดินหน้าปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ทั้งการลดขนาดหน่วยงานและกำลังคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ โดยเห็นว่าไทยเองไม่อาจหลีกเลี่ยงการปฏิรูปในลักษณะเดียวกันได้ตลอดไป

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงการเพิ่มจำนวนบุคลากรภาครัฐ ท่ามกลางปัญหาการทุจริตและกรณีโกงสอบเข้าราชการ โดยมองว่า หากรัฐต้องกู้เงินมาแบกรับรายจ่ายบุคลากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ สุดท้ายภาระจะตกอยู่กับประชาชนผู้เสียภาษี

ประการที่สอง ต้องตั้งเป้ากลับไปสู่งบประมาณสมดุลและลดการขาดดุลอย่างจริงจัง หลังประเทศไทยจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี เพราะรายได้ของรัฐไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

นพ.เปรมศักดิ์ เสนอให้รัฐบาลพิจารณานำเงินนอกงบประมาณที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีมูลค่ารวมจำนวนมาก เข้ามาใช้ในการจัดทำงบประมาณอย่างเหมาะสม เพื่อลดการกู้เงิน แทนการผลักภาระด้วยการขึ้นภาษีประชาชน โดยตั้งเป้าว่าในอนาคตประเทศไทยควรกลับเข้าสู่งบประมาณสมดุลให้ได้

ประการที่สาม ต้อง “กลับหัวกลับหาง” โครงสร้างงบประมาณ ลดสัดส่วนรายจ่ายประจำ และเพิ่มงบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ควรมองการลงทุนเพียงการสร้างถนน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง แต่ต้องเพิ่มงบด้านการพัฒนาคน การศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นพ.เปรมศักดิ์ ย้ำว่า การแก้ปัญหางบประมาณไม่สามารถทำเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเดินพร้อมกันทั้งการปฏิรูประบบราชการ ลดการขยายกำลังคน ลดรายจ่ายประจำ เพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงาน และเพิ่มสัดส่วนงบลงทุน

“ฝากรัฐมนตรีไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ถ้ายังทำแบบเดิมต่อไป ประเทศไทยจะถึงทางตันเข้าสักวัน ต้องลดขาดดุล ต้องเพิ่มงบลงทุนพัฒนาประเทศ และต้องหยุดการขยายตัวของระบบราชการแบบไร้ทิศทาง”

พร้อมทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องส่ง “สัญญาณแรง” เรื่องการปฏิรูปงบประมาณและระบบราชการ แต่ต้องไม่ใช่สัญญาณที่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าประเทศกำลังล้มเหลวจนไม่มีเงินจ่ายข้าราชการ

“เราต้องส่งสัญญาณเชิงบวกว่า ประเทศไทยพร้อมปฏิรูปงบประมาณ เพื่อให้เงินทุกบาทกลับไปสร้างความเจริญและอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง”วอย่างไม่ต้องยาวเกิน 3 บรรทัดแต่ให้ได้ประเด็น และพาดหัวข่าวมา 3 ตัวอย่างแนวดราม่าข้มข้นไม่ต้องยาวมากเกินไป”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว