สภาฯโหวตอุ้มสส.ชนนพัฒฐ์ 308 เสียงไม่ให้ดีเอสไอเรียกสอบคดีเว็บพนัน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ร้อนระอุทันที หลังเข้าสู่วาระด่วนพิจารณาญัตติขออนุญาตให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม เข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำในคดีอาญา ระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125 โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม

บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางการจับตาว่า สภาจะเลือก “คุ้มครองเอกสิทธิ์” หรือ “เปิดทางกระบวนการยุติธรรม”

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า หลักนิติรัฐและความเสมอภาคกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันก็ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม พร้อมย้ำว่า สิ่งที่สภากำลังพิจารณาไม่ใช่ “สิทธิพิเศษเหนือประชาชน” แต่เป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการใช้อำนาจทางการเมืองกลั่นแกล้งฝ่ายนิติบัญญัติ

นายณัฐวุฒิระบุว่า คดีนี้มีความร้ายแรงและเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่โยงถึงองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อีกทั้งไม่เห็นแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง พร้อมชี้ว่า นายชนนพัฒฐ์เองก็ประกาศชัดพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชนจึงเห็นควรอนุญาตให้ดีเอสไอดำเนินการตามกฎหมาย

“นี่ควรเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบอบรัฐสภาไทย หากสมาชิกพรรคประชาชนคนใดตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พรรคก็พร้อมสนับสนุนให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ด้าน นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นโต้ว่า หลักเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. เป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพื่อป้องกันการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติจากอำนาจอื่น ไม่ใช่การปกป้องใครให้อยู่เหนือกฎหมาย

นางนันทนาย้ำว่า ช่วงเวลานี้ยังอยู่ในสมัยประชุม ซึ่งมีวาระสำคัญจำนวนมาก การเรียกตัว สส. ไปสอบสวนอาจกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเตือนว่า การอนุญาตส่งตัวอาจกลายเป็น “บรรทัดฐานอันตราย” ที่บั่นทอนหลักประกันทางรัฐธรรมนูญในอนาคต

“การไม่ส่งตัวไม่ใช่การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม เพราะเมื่อปิดสมัยประชุมแล้ว ทุกอย่างยังดำเนินต่อได้ตามปกติ” นางนันทนา กล่าว

ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า เอกสิทธิ์ตามมาตรา 125 ไม่ใช่เอกสิทธิ์เด็ดขาด แต่เปิดช่องให้สภาใช้ดุลพินิจได้ พรรคประชาธิปัตย์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่พบเหตุแห่งการกลั่นแกล้งทางการเมือง

นายสาทิตย์เตือนด้วยว่า หากสภาตัดสินใจไม่อนุญาต อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ จนสังคมมองว่า “นักการเมืองปกป้องกันเอง” โดยเฉพาะเมื่อคดีอยู่ในความสนใจของประชาชนและเชื่อมโยงกับประเด็นผู้มีอิทธิพลทางการเมือง

“การเปิดทางให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะช่วยรักษาเกียรติภูมิของสภาและภาพลักษณ์ของประเทศ” นายสาทิตย์ กล่าว

ต่อมา นายชนนพัฒฐ์ ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ยืนยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและยอมรับทุกคำตัดสินของสภาฯ แต่ขอให้ยึดหลักการตามรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ

“ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว หากปิดสมัยประชุมก็หลีกหนีไม่พ้น แต่เรื่องนี้ต้องยึดหลักการของฝ่ายนิติบัญญัติ” นายชนนพัฒฐ์ กล่าว

ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ “ไม่อนุญาต” ให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอออกหมายเรียกนายชนนพัฒฐ์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำระหว่างสมัยประชุม ด้วยคะแนน 308 ต่อ 126 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 3 เสียง

ผลลงมติดังกล่าว จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทันที ทั้งในแง่การคุ้มครองเอกสิทธิ์ฝ่ายนิติบัญญัติ และคำถามสำคัญจากสังคมว่า สภากำลัง “ปกป้องหลักการ” หรือ “ปกป้องคนของตัวเอง”