
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงกลุ่มอดีตผู้สมัคร สว. และ สว.สำรอง ออกมาเคลื่อนไหวต่อเนื่องเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุว่าเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันที่มีการออกมาใช้คำว่า “ฮั้ว” “โกง” และ “ทุจริต” เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า สว.ชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายพิสิษฐ์กล่าวว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงเป็นการด้อยค่าและดูหมิ่นสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังมีลักษณะเป็นการกดดันและแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีของ สว.ที่ถูกกล่าวหาจำนวน 138 คน
“ที่ผ่านมา สว.พยายามอดทนและไม่ตอบโต้เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่จะชี้แจงต่อประชาชน เพราะเราก็ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ” นายพิสิษฐ์กล่าว
เมื่อถูกถามถึงประเด็น “เส้นเงิน” ที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผย นายพิสิษฐ์ยอมรับว่าไม่สามารถแสดงความเห็นได้ เนื่องจากไม่เคยเห็นสำนวนการสอบสวนของ กกต. แต่เห็นว่าหากจะหาหลักฐานที่ชัดเจน ควรพิจารณาสิ่งที่เรียกว่า “ใบเสร็จทางการเมือง” มากกว่า
นายพอสิษฐ์ ระบุว่า คำสั่งแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยของ สว. หลายคนที่เป็นอดีตผู้สมัคร สว. ควรถูกตรวจสอบว่า มีการตกลงหรือให้คำมั่นสัญญากันก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 77 พร้อมเสนอให้ กกต.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนประเด็นดังกล่าวโดยตรง
“เงินเดือนผู้ช่วยเดือนละ 15,000 บาท ปีหนึ่งก็ 180,000 บาท สองปีกว่า 360,000 บาท เรื่องนี้ถือเป็นใบเสร็จทางการเมืองที่ตรวจสอบได้ ไม่จำเป็นต้องไปไล่ตามเส้นเงิน” นายพิสิษฐ์กล่าว
นายพิสิษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ไอลอว์ (iLaw) เคยขอข้อมูลรายชื่อผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการของ สว.จากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยตั้งข้อสังเกตว่าแทนที่จะเพียงเผยแพร่รายชื่อ ควรนำข้อมูลไปตรวจสอบว่า บุคคลเหล่านั้นเคยเป็นอดีตผู้สมัคร สว.หรือไม่ พร้อมยืนยันว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่มีปัญหาตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนกรณีที่ไอลอว์และฝ่ายค้านพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย นายพิสิษฐ์กล่าวว่า เป็นเพียงข้อกล่าวหา ซึ่งหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ผู้กล่าวหาจะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล ส่วนตนไม่สามารถตอบแทนบุคคลที่ถูกกล่าวถึงได้
สำหรับกระแสข่าวว่า สว.อาจดำเนินคดีกลับผู้กล่าวหา นายพิสิษฐ์ระบุว่า ขณะนี้ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการของ กกต. และ สว.ทุกคนให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่ รวมถึงช่วงที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าร่วมดำเนินการกับ กกต.ด้วย
กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นางแดง กองมา และ นายสมพาน พละศักดิ์ สว.จังหวัดอำนาจเจริญ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ทั้งสองคนได้เข้าไปชี้แจงต่อ กกต.แล้ว และเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคม
นายพิสิษฐ์ยังแสดงความเห็นต่อการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้าน โดยมองว่ามีลักษณะเป็นการจัดกิจกรรมอย่างเป็นขบวนการ ร่วมกับอดีตผู้สมัคร สว. ผู้ไม่ได้รับการแต่งตั้ง และ สว.สำรอง เพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมือง แม้จะไม่ขอกล่าวว่าเป็นเกมการเมืองโดยตรง
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก 4 ประเด็น ได้แก่ การตั้งคำถามถึงที่มาของหลักฐานที่ฝ่ายค้านนำมาเผยแพร่ ทั้งคลิป เส้นเงิน ตั๋วเครื่องบิน และแผนผังต่าง ๆ ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งสอดคล้องกับสำนวนของ กกต.หรือไม่
สว.พิสิษฐ์ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนการใช้คำจาก “ฮั้ว” มาเป็น “โกง” ของฝ่ายค้าน พร้อมย้อนถามว่า ระหว่างการหาเสียงเลือก สว.ในอดีต มีการจัดกิจกรรม แจกริสต์แบนด์ หรือมีการตกลงผลประโยชน์กันไว้ล่วงหน้าหรือไม่ รวมถึงการแต่งตั้งผู้ช่วย ผู้ชำนาญการ และผู้เชี่ยวชาญของ สว.แต่ละคน ว่ามีการตกลงกันก่อนการเลือกตั้งหรือไม่
สำหรับประเด็นพยานในคดี นายพิสิษฐ์ระบุว่า หากคำให้การต่อ กกต.ไม่ตรงกับข้อมูลที่นำไปเปิดเผยต่อสื่อหรือเวทีสาธารณะ ก็ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของพยานเอง
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้สมัคร สว.จำนวนมากสวมเสื้อสีเหลืองในวันเลือกระดับประเทศ นายพิสิษฐ์ชี้แจงว่า ช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลมีการรณรงค์ให้ประชาชนสวมเสื้อสีเหลืองเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล 72 พรรษา จึงไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับการทุจริต พร้อมตั้งคำถามกลับว่า ผู้ที่กล่าวหามีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่
นายพิสิษฐ์ยังกล่าวถึงการนำเสนอข่าวของสื่อบางสำนักว่า มีลักษณะเลือกเชิญผู้ร่วมรายการเพียงฝ่ายเดียว และนำเสนอข้อมูลในลักษณะชี้นำจนเสมือนตัดสินคดีล่วงหน้า ทั้งที่หลายคดีในอดีต ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในภายหลัง พร้อมย้ำว่า คดีฮั้ว สว.ทั้งหมดควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของ กกต.และกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ควรถูกตัดสินผ่านกระแสสังคมหรือสื่อมวลชนก่อนที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏ
