สว.เดือดกลางสภาปม ‘ครูมัท’ จบชีวิตเพราะงานการเงิน-พัสดุ ศธ.ยอมรับระบบล้มเหลวเร่งแก้

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมวุฒิสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งกระทู้ถามสดถึง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแนวทางแก้ปัญหาภาระงานด้านการเงิน การคลัง และพัสดุ ที่ตกอยู่บนบ่าของครูผู้สอนทั่วประเทศ หลังเกิดเหตุสะเทือนใจกรณี “ครูมัท” หรือ น.ส.อนุสรา ชวนรัมย์ อายุ 39 ปี ครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอซำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง พร้อมทิ้งจดหมายระบายความอัดอั้นจากระบบการทำงานในโรงเรียนที่ไร้ประสิทธิภาพ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ครูจำนวนมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องทำหน้าที่เกินกว่าการสอน ทั้งงานการเงิน พัสดุ จัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงตรวจรับอาคาร ทั้งที่ไม่มีความรู้เฉพาะทาง แต่จำใจต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

“ครูบางคนต้องเสี่ยงทั้งคดี เสี่ยงทั้งวินัย ทั้งที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เลย แต่หากเกิดความผิดพลาดหรือมีการทุจริต ครูกลับเป็นคนต้องรับกรรม” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

พร้อมสะท้อนว่า โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากไม่มีงบประมาณจ้างเจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน ต่างจากโรงเรียนใหญ่ที่สามารถใช้งบนอกระบบจ้างบุคลากรช่วยงานได้ ทำให้ครูประถมในโรงเรียนเล็กต้องแบกภาระหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับอาหารกลางวันและนมโรงเรียนที่ต้องประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการ “จัดตารางสอนหลอก” ให้ครูบางคนมีรายชื่อสอนตามเอกสาร แต่ความจริงถูกดึงตัวไปนั่งทำงานการเงินและพัสดุตลอดทั้งวัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนการสอน

นพ.เปรมศักดิ์ ยังระบุอีกว่า การจัดซื้อจัดจ้างในบางโรงเรียนขาดความโปร่งใส ผู้บริหารบางแห่งมี “ผู้รับจ้างในใจ” อยู่แล้ว ขณะที่ครูผู้รับผิดชอบกลับถูกกดดันให้ดำเนินการตาม แม้จะสุ่มเสี่ยงต่อการผิดระเบียบก็ตาม

อีกหนึ่งภาระหนักคือ การตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและตรวจรับอาคาร ซึ่งส่วนใหญ่นำครูในโรงเรียนมาทำหน้าที่ ทั้งที่ไม่มีความรู้ด้านวิศวกรรมหรือมาตรฐานงานก่อสร้าง ทำให้ครูจำนวนมากเกิดความเครียดและความกังวล เพราะหากเกิดปัญหาการฮั้วหรือทุจริตขึ้นมา คนที่ถูกดำเนินการทางวินัยกลับเป็นครูผู้ปฏิบัติ

“ครูไทยเรียกร้องเรื่องนี้มานาน แต่ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาของรัฐเป็นเพียงการแก้ปลายเหตุ ไม่เคยลงลึกถึงรากของปัญหาอย่างจริงจัง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยอมรับว่า กระทรวงได้รับทราบปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด และได้ลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากครูด้วยตนเอง

“ผมขอยืนยันว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิตครู แต่เป็นความบกพร่องของระบบที่สะสมมายาวนาน เราปล่อยให้ครูผู้สอนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านพัสดุและการเงิน ต้องแบกรับความเสี่ยงทางกฎหมายและวินัยโดยไม่มีระบบรองรับ” นายประเสริฐ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  1. จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพครู” เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือครูที่ถูกกล่าวหาหรือได้รับความไม่เป็นธรรมจากภาระงานที่ไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญ
  2. เพิ่มบุคลากรสายสนับสนุน โดยปีงบประมาณ 2569 ตั้งงบประมาณไว้ 3,000 ล้านบาท และในปี 2570 ขอเพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท เพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ การเงิน และพัสดุ ลดภาระงานครูโดยตรง
  3. เดินหน้าลดภาระงานครูทุกด้าน พร้อมปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน และระบบดูแลสุขภาพจิตครูในโรงเรียน

นายประเสริฐ ระบุด้วยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษาจำนวน 245 คน เพื่อช่วยดูแลทั้งครูและนักเรียนไม่ให้ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

“นโยบายคืนความสุขให้ครู ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ ตัวชี้วัดภาระงานครูจากเดิมกว่าร้อยตัว จะลดเหลือประมาณ 40 ตัว และภายใน 3 เดือน จะต้องเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ครูกลับไปทำหน้าที่หน้าชั้นเรียนได้อย่างเต็มภาคภูมิ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว