สว.ไล่บี้ พศ.ปมพระฉาว-เงินวัด รองนายกฯปกรณ์ ลั่นต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้


ศรัทธาสะเทือนถึงสภาสูง! สว.ไล่บี้ พศ. หลังปมเงินวัด-สีกาคนสนิท ตั้งคำถามจะปล่อยให้เรื่องฉาวเกิดซ้ำอีกกี่ครั้ง ด้าน “ปกรณ์” ยันต้องทำวัดโปร่งใส ตรวจสอบเงินได้ทุกบาท

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามสด นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีถึง “วิกฤติศรัทธาพระพุทธศาสนา ภาค 2” จากกรณี “สมีโชติ-สีกาเอ๋” อดีตพระวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา และประเด็นเส้นทางเงินวัดที่ถูกนำไปให้หญิงคนสนิท พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการกำกับดูแลของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)

นายปริญญาระบุว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบเงินบริจาคของวัดให้โปร่งใส รวมถึงปัญหาพระต่างชาติ โดยเฉพาะพระเมียนมาที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์ในประเทศไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่สามารถสกัดปัญหาได้ จนวันนี้เกิดเหตุซ้ำ จึงต้องการเห็นการทำงานเชิงรุกของ พศ. มากกว่าการแก้ปัญหาหลังเกิดเรื่อง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล พศ. ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีว่า ในฐานะชาวพุทธและเคยเป็นเด็กวัด รู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากพุทธศาสนิกชนทั่วไป แต่ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นความประพฤติผิดของบุคคล ไม่ใช่ความผิดของพระพุทธศาสนา

นายปกรณ์กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งจัดทำ “ฐานข้อมูลพระ” ให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากพระทั่วประเทศประมาณ 2 แสนรูป ปัจจุบันจัดทำทะเบียนแล้วราว 1.8 แสนรูป หรือประมาณ 89% เพื่อให้สามารถตรวจสอบประวัติได้ โดยปีงบประมาณ 2570 ได้รับงบประมาณสำหรับพัฒนาระบบ และตั้งเป้าให้ดำเนินการแล้วเสร็จ

จากนั้นจะเดินหน้าจัดทำ “ทะเบียนวัด” ซึ่งปัจจุบันมีวัดทั่วประเทศประมาณ 4.4 หมื่นแห่ง พร้อมเชื่อมข้อมูลพระ ศาสนสมบัติของวัด ศาสนสมบัติกลาง ระบบนิตยภัต ตลอดจนกฎหมายและมติมหาเถรสมาคมเข้าสู่ระบบดิจิทัลและออนไลน์

รองนายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า บัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดจะต้องพัฒนาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมเข้าส่วนกลาง เพื่อให้ พศ. ตรวจสอบได้ จากปัจจุบันที่หลายส่วนยังจัดทำด้วยมือ ขณะที่ระบบบริจาค e-Donation มีวัดเข้าร่วมแล้วประมาณ 4.2 หมื่นแห่ง และอยู่ระหว่างเร่งให้ครอบคลุมทั้งหมด เพื่อปิดช่องเงินบริจาครั่วไหลและทำให้ตรวจสอบเส้นทางเงินได้ง่ายขึ้น

นายปกรณ์ยังกล่าวถึงปัญหา “พุทธพาณิชย์” ว่า ต้องหามาตรการปิดช่องทางการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะการจัดสร้างวัตถุมงคล ซึ่งหากมีเงินบริจาคควรเข้าสู่บัญชีของวัดหรือระบบ e-Donation อย่างชัดเจน ไม่ควรมีการรับเงินเข้าบัญชีส่วนตัว หรือใช้มูลนิธิและสมาคมเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

“ถ้าระบบตรวจสอบได้ จะเห็นความผิดปกติได้ง่ายขึ้น พระบางรูปบอกว่าไม่รับเงิน ไม่ออกบิณฑบาต แต่มีฉันทุกวัน ไม่ลงโบสถ์แต่มีลูกศิษย์เต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้ต้องตรวจสอบได้” นายปกรณ์กล่าว

สำหรับบัญชีวัด นายปกรณ์ยืนยันว่า มหาเถรสมาคมมีหลักเกณฑ์ชัดเจน การเปิดบัญชีต้องมีเจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกรร่วมกับบุคคลที่ได้รับมอบหมาย แต่ปัญหาคือระบบบัญชียังไม่ได้เชื่อมโยงออนไลน์เต็มรูปแบบ ทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก พร้อมยืนยันต่อวุฒิสภาว่าจะผลักดันระบบทั้งหมดให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ “วัดต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้” โดยบัญชีรับ-จ่ายต้องจัดทำและส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตรวจสอบทุกเดือน

ช่วงหนึ่ง นายปกรณ์ขอให้สังคมแยกพฤติกรรมของพระบางรูปออกจากพระพุทธศาสนา พร้อมขอความร่วมมือไม่กระพือข่าวที่สร้างความเสียหายต่อคณะสงฆ์เกินความจำเป็น โดยเห็นว่าข่าวฉาวและคลิปดราม่ามักถูกแชร์อย่างรวดเร็ว จนอาจกระทบต่อศรัทธาในภาพรวม พร้อมยืนยันว่าเส้นทางเงินในคดีที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ปปง. และ ป.ป.ท. จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

ด้านนายปริญญาตั้งคำถามย้ำว่า หากแก้ปัญหาได้จริงก็จะไม่เกิดเหตุซ้ำ พร้อมเปรียบเทียบว่า ปีนี้เกิด “ภาค 2” แล้ว ไม่ต้องการเห็น “ภาค 3” ในปีหน้า โดยหัวใจสำคัญคือการควบคุมและตรวจสอบการใช้เงินของวัด เพราะแม้จะมีระบบ e-Donation แต่เงินบริจาคจำนวนไม่น้อยยังเป็นเงินสด ซึ่งติดตามตรวจสอบได้ยาก

นายปกรณ์ชี้แจงทิ้งท้ายว่า รัฐบาลและ พศ. จะเร่งจัดทำระบบข้อมูลทั้งหมดให้สมบูรณ์ พร้อมขอให้สังคมให้โอกาสและกำลังใจเจ้าหน้าที่ พศ. ซึ่งรับไม่ได้เช่นกันกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น และไม่ต้องการถูกมองว่าเพิกเฉยต่อหน้าที่ โดยจะนำข้อเสนอและข้อมูลจากวุฒิสภาไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป