สะเทือนวัดดังอยุธยา! กองปราบรวบหลวงพ่อโชติ-สีกาคนสนิท ปมเงินวัด 92 ล้าน

สะเทือนวงการสงฆ์! ตำรวจรวบ “หลวงพ่อโชติ” เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พร้อมหญิงคนสนิท ปมเงินวัดหายกว่า 92 ล้าน ตรวจค้นกุฏิขยายผลหลักฐานสำคัญ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำกำลังเข้าจับกุม พระวชิรญาณ หรือ นายอติโชติ อายุ 66 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หลวงพ่อโชติ” เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ภายในกุฏิของวัด

การจับกุมเป็นไปตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 29/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2569 ในข้อหาเกี่ยวกับการเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต รวมทั้งสมคบและร่วมกันฟอกเงิน

คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการร้องเรียนให้ตรวจสอบพฤติกรรมการบริหารจัดการเงินของวัด ก่อนที่ตำรวจกองปราบปรามจะสืบสวนขยายผล โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ในช่วงเวลากว่า 2 ปี พบความผิดปกติเกี่ยวกับการออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัดมากกว่า 20 รายการ และมีเงินที่ถูกกล่าวหาว่าเบียดบังออกจากวัดรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท

แนวทางการสอบสวนยังพบข้อสงสัยว่า เงินบางส่วนถูกส่งต่อไปยังสีกาคนสนิท เพื่อเปลี่ยนสภาพหรืออำพรางเส้นทางทรัพย์สินผ่านชื่อบุคคลอื่น ก่อนที่ตำรวจจะรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง

ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุม น.ส.ปุณยวีร์ อายุ 47 ปี สีกาคนสนิทของเจ้าอาวาส ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 30/2569 ลงวันที่ 8 กันยายน 2569 ในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ สนับสนุนการปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต รวมถึงสมคบและร่วมกันฟอกเงิน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตำรวจพบความเคลื่อนไหวทางการเงินในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับสีกาคนสนิทเป็นเงินระดับหลักสิบล้านบาทต่อปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเงินแต่ละส่วนมีที่มาและถูกนำไปใช้หรือโอนไปยังบุคคลใดบ้าง

นอกจากนี้ ระหว่างเข้าตรวจค้นกุฏิ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในพื้นที่ และระบุว่าพบภาพที่อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศระหว่างเจ้าอาวาสกับหญิงคนสนิท ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในส่วนดังกล่าวเพิ่มเติม

หลังปฏิบัติการจับกุม ตำรวจเร่งตรวจค้นพื้นที่และยึดหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน เพื่อตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นร่วมกระทำผิดหรือรับโอนทรัพย์สินอีกหรือไม่ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปสอบสวนอย่างละเอียดที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป