
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ปปง. และนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ร่วมให้ข้อมูล
นายฉัตรชัย รายงานผลว่า ปปง. สามารถยึดและอายัดทรัพย์จากคดีฟอกเงินรวมกว่า 29,000 ล้านบาท ในรอบปี ดำเนินคดีอาญา 160 คดี และปิดบัญชีเสี่ยงสูงหรือบัญชีม้ากว่า 800,000 บัญชี ทำให้มีเงินผิดกฎหมายกว่า 3,000 ล้านบาท ถูกแช่แข็งในระบบ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการส่งคืนผู้เสียหาย

พร้อมกันนี้ นายฉัตรชัยเสนอให้นายกรัฐมนตรีสนับสนุนการพัฒนาระบบเทคโนโลยีและเอไอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินให้เท่าทันมิจฉาชีพ ซึ่งมีวิธีการหลอกลวงที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
นายอนุทิน กล่าวต่อที่ประชุมว่า “วันนี้ไม่มีเรื่องไหนที่คนไทยพูดถึงมากกว่าเรื่องสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางการเงิน และเทคโนโลยี เพราะสุดท้ายทุกบาททุกสตางค์ของมิจฉาชีพต้องผ่านการฟอกเงินทั้งนั้น เงินสกปรกถึงจะฟอกยังไงก็ยังดำ”
นายกฯ ย้ำว่า ปปง. ต้องทำงานอย่างเฉียบขาด เพราะผลลัพธ์ไม่ได้มีแค่ภาพลักษณ์ของรัฐบาล แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ หากไทยถูกจัดว่า “ไม่ผ่านมาตรฐานป้องกันฟอกเงิน” ก็อาจนำไปสู่การ แซงชั่น หรือถูกกีดกันทางเศรษฐกิจได้
