
เมื่อวันที่ 25 มกราคม เวลา 18.00 น. ที่ลานนาคาเบิกฟ้า ริมแม่น้ำโขง เทศบาลเมืองโพนพิสัย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย พรรคภูมิใจไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.ทั้ง 3 เขตของจังหวัดหนองคาย ได้แก่ พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ เขต 1, นางจิดาภา สุนทรธนากุล เขต 2 และ นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ เขต 3 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากร่วมรับฟัง
นายอนุทิน กล่าวเปิดเวทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง ย้อนถึงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รับโอกาสจากชาวหนองคาย พร้อมถามประชาชนเป็นภาษาอีสานว่า “มื้อนี้สิยังตั๋วอยู่บ่” ซึ่งประชาชนพร้อมใจกันตอบว่า “บ่ตั๋ว”
ทำให้นายอนุทินกล่าวต่อทันทีว่า “บ่เป็นหยังดอก ที่ผ่านมา บ่ ๆ มาแล้ว เที่ยวนี้ขออย่าให้มีความขมขื่นอีก”


นายอนุทิน กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจขอแค่ 1 หรือ 2 คนได้อีกต่อไป เพราะหนองคายต้องการการทำงานแบบเต็มรูปแบบ จึงขอเสียงสนับสนุน “ยกจังหวัด” ให้ทั้ง 3 ผู้สมัคร พร้อมย้ำให้กาเบอร์ 37 เลือกตนเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
“ครั้งที่แล้วน้องจิดาภาขมขื่น ผมก็ขมขื่น เที่ยวนี้อย่าให้ต้องเอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขงอีก เพราะตอนนี้ปิดด่านแล้ว ความขมขื่นมันไหลลงทะเลไม่ได้ มันติดอยู่ตรงนี้” นายอนุทิน กล่าว พร้อมย้ำว่าจะไม่ขอร้องเพลงนี้เป็นครั้งที่สอง
นายอนุทิน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยเสนอทีมผู้สมัคร สส.หนองคายแบบ “แพ็กเกจ” ทั้ง 3 คน พร้อมตั้งคำถามกับประชาชนว่า หากหนองคายไม่เจริญในยุคนี้ จะรอไปอีกกี่ปี พร้อมย้ำว่า ตนไม่เหมือนเมื่อ 4-5 ปีก่อน ที่ยังไม่กล้ารับปากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้ตนเป็นนายกฯแล้ว และไม่ได้มาขายฝัน หากแต่มาพูดในสิ่งที่ได้ทำให้เกิดขึ้นจริงแล้ว

นายอนุทิน ยืนยันว่า แม้การเลือกตั้งครั้งก่อนพรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้รับโอกาส แต่ตนไม่เคยลืมหนองคาย พร้อมยกผลงานโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสะพานข้ามแม่น้ำโขง ทั้งสะพานรถบรรทุกและสะพานรถไฟ ที่เดิมถูกมองว่าจะต้องรออีก 7-8 ปี แต่เกิดขึ้นได้ในสมัยที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม
“ผมไม่เคยน้อยอกน้อยใจ คนเป็นนายกฯ จะมาน้อยใจเรื่องส่วนตัวไม่ได้ ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์กับประชาชน ผมไม่สนใจว่าชาวหนองคายจะเลือก สส.พรรคไหน เพราะผมทำให้หนองคาย ก็คือทำให้ประเทศไทย” นายอนุทินกล่าว พร้อมทิ้งท้ายอย่างดุดันว่า “วันนี้ผมเดินเข้ามาจับมือได้ แต่ถ้าผมทำไม่ได้ วันหน้าจะมาได้หรือไม่ ผมไม่เอา โดนตีนผมไม่เอา”
นายอนุทิน กล่าวว่า แม้ตนจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเพียงกว่า 2 เดือน แต่สามารถทำให้ประชาชนเห็นผลงานแล้ว และหากได้บริหารประเทศต่ออีก 4 ปี จะทำจนประชาชนร้องว่าพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว

ช่วงหนึ่ง นายอนุทินกล่าวถึงปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา ยืนยันว่า จะไม่มีการเผชิญหน้ากันอีกต่อไป เพราะประเทศไทยได้ควบคุมพื้นที่อธิปไตยกลับคืนมาแล้ว พร้อมขอให้ประชาชนวางความโกรธแค้น และใช้ชีวิตทำมาหากินต่อไปอย่างมั่นใจ
“ผมเป็นนายกฯ พูดแรงไม่ได้ เพราะต้องรักษาเกียรติภูมิประเทศ แต่ยืนยันว่าประเทศไทยมีศักดิ์ศรี เราใช้เวลาแค่ 2 เดือน เอาสิ่งที่เสียไปกว่า 10 ปี กลับคืนมาได้หมด และยืนยันว่า ไม่มีการเปิดด่าน” นายอนุทินกล่าว
ก่อนทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำภาษาอีสานว่า “พูดในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ อนุทินเว้าแล้วเฮ็ดแน่นอน บ่ต้องห่วง”
