
เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึง เส้นทางตลอด 18 ปีของพรรคว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจาก “ความเชื่อมั่นของประชาชน” ที่ผลักดันให้พรรคเติบโตผ่านการเลือกตั้งหลายครั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ทำให้พรรคต้อง “ปรับตัวครั้งใหญ่”
นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคกำลังก้าวเข้าสู่ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” สำคัญ เมื่อคนรุ่นใหม่หลั่งไหลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จึงจำเป็นต้องถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อรักษาความแข็งแกร่งขององค์กร และต่อยอดการทำงานเพื่อประเทศเราโตขึ้นเพราะประชาชน ไม่ได้โตด้วยตัวเอง” อนุทินย้ำ พร้อมชี้ว่า ทิศทางของพรรคไม่ได้ถูกกำหนดจากภายใน แต่ถูกกำหนดโดยเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ในมิติการบริหารพรรค “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” คือแกนหลักที่ยึดโยงทุกคนเข้าด้วยกัน เปิดพื้นที่ให้สมาชิกแสดงศักยภาพเต็มที่ ตราบใดที่ไม่ขัดกฎหมายหรือจริยธรรม พรรคพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ซึ่งกลายเป็นรากฐานของภาพลักษณ์ “พูดแล้วทำ” ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
เมื่อถามถึงเสถียรภาพรัฐบาล นายอนุทินไม่ปฏิเสธแรงกดดัน พร้อมสะท้อนมุมคิดอย่างตรงไปตรงมาว่า “คำอวยพรเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่พอ” สิ่งสำคัญคือการลงมือทำและไม่หลงระเริงกับอำนาจ โดยวัฒนธรรมพรรคที่ถูกปลูกฝังอย่างเข้มข้นห้ามถือตัว ห้ามยึดพิธีรีตอง และต้องให้ประชาชนมาก่อนเสมอ แม้กระทั่งการ “ยืนต่อคิวท้ายสุด” ก็เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นผู้รับใช้ ไม่ใช่ผู้มีอภิสิทธิ์
สำหรับอนาคตทางการเมือง นายอนุทินมองว่า การเดินหน้าแบบ “จับมือร่วมกัน” ดีกว่าการเดินลำพัง ท่ามกลางความขัดแย้งที่อาจฉุดรั้งประเทศ พร้อมเปรียบเปรยว่า การไปคนเดียวในขณะที่มีคนคอย “แทงข้างหลัง” ไม่ใช่ทางออกของการพัฒนาประเทศ
ขณะเดียวกัน ในฐานะแกนนำรัฐบาล นายอนุ ทินยอมรับว่า วิกฤตพลังงานและปัญหาต่างๆ คือบททดสอบสำคัญ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบและแก้ไขให้ได้ โดยชี้ถึงประสบการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด-19 หรือภัยพิบัติ ที่พรรคเคยพาประเทศผ่านพ้นมาแล้ว
