
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการปราบปรามผู้มีอิทธิพล บ่อนการพนัน สถานบันเทิงผิดกฎหมาย ยาเสพติด และอาชญากรรมทุกรูปแบบอย่าง “สุดซอย” ไม่มีการแทรกแซงหรือข้อต่อรอง พร้อมรับประกันข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการทำงานอย่างแน่นอน

การมอบนโยบายครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้องสัมมนาลอยฟ้า สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมผู้บริหารฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันภัยคุกคามมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลจึงยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นวาระสำคัญ พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกนายสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพราะรัฐบาลจะสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง

“เราไม่สามารถปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล หรือท้าทายกฎหมายได้อีกต่อไป การปล่อยปละละเลยเท่ากับยอมให้ผู้ไม่หวังดีเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้รักษากฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลยอมรับไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้าท้าทายอำนาจรัฐอีก”นายกฯกล่าว

นายอนุทินระบุว่า จังหวัดชลบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางเศรษฐกิจ และฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ จึงเป็นพื้นที่ที่อาจถูกกลุ่มอาชญากรรมและธุรกิจสีเทาแฝงตัวเข้ามาหาผลประโยชน์ รัฐบาลจึงมีเป้าหมายปกป้องเม็ดเงินทางเศรษฐกิจให้ตกอยู่ในมือของประชาชนและผู้ประกอบการสุจริต พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เป็นต้นแบบของประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำด้วยว่า ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ขอรับประกันว่า ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และกล้าปราบปรามผู้กระทำผิด จะไม่ได้รับผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ตรงกันข้าม ความเสียสละเพื่อประชาชนจะเป็นแรงผลักดันให้เติบโตในสายราชการ พร้อมกำชับให้ยึดหลักการทำงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” และเดินหน้าปราบปรามอย่างเต็มรูปแบบทั่วประเทศ

สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านความมั่นคง รัฐบาลกำหนดไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่
มิติแรก ด้านการป้องกัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแกนกลางบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และวางแผนเชิงรุก พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมเฝ้าระวัง โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้มีอิทธิพล
มิติที่สอง ด้านการปราบปราม ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เด็ดขาด และอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม เร่งขยายผลไปถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน และเครือข่ายรายใหญ่ เพื่อรื้อโครงสร้างอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานข้อมูลกับหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม หากคดีร้ายแรงมีความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาจะได้รับการประกันตัว เพื่อให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

มิติที่สาม การต่อต้านยาเสพติด ซึ่งรัฐบาลกำหนดเป็นวาระเร่งด่วน ผ่านปฏิบัติการเข้มข้น 90 วัน เพื่อตัดวงจรการค้า การลำเลียง และการแพร่ระบาด โดยให้ทุกหน่วยงาน ตั้งแต่สำนักงาน ป.ป.ส. กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมขยายรูปแบบการทำงานแบบจับคู่นายอำเภอกับผู้กำกับการตำรวจทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรม

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืน โดยระบุว่า ปัจจุบันมีเพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นที่สามารถพกพาอาวุธปืนได้ ส่วนประชาชนทั่วไป อดีตข้าราชการ หรือภาคธุรกิจ ไม่สามารถพกพาอาวุธปืนได้อีก เนื่องจากใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนได้หมดอายุลงทั้งหมด หลังกรมการปกครองงดการต่อใบอนุญาตมาเป็นเวลานาน
นายอนุทินกำชับให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบผู้พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะหรือในยานพาหนะโดยไม่มีสิทธิ ให้ดำเนินคดีทันที พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะสนับสนุนภารกิจของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ เพื่อคืนความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรม


