
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วนร่วมกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชานาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก่อนหน้านี้นำไปสู่การโยกย้าย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและสร้างความกังวลอย่างมาก จึงต้องเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือร่วมกัน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมถึงกำหนดแนวทางดำเนินคดี การยึดทรัพย์ และการขยายผลไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ
“ต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต และดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจไม่ได้มีเฉพาะในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเท่านั้น แต่อาจเชื่อมโยงไปถึงหน่วยงานอื่นด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายอนุทินย้ำว่า การสอบแข่งขันครั้งนี้มีแนวโน้มต้องถูกยกเลิกทั้งหมด แม้จะมีการประกาศผลสอบไปแล้วก็ตาม เนื่องจากต้นทางของกระบวนการสอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย เปรียบเสมือน “ผลไม้พิษ” ที่ไม่อาจนำมาใช้เป็นฐานของการบรรจุแต่งตั้งได้
“เมื่อที่มาไม่ถูกต้อง ทุกอย่างก็ต้องเป็นโมฆะ ใครที่ได้รับผลกระทบก็ต้องไปเรียกร้องจากผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ไม่ใช่มาเรียกร้องจากรัฐ เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการสอบเกิดจากการทุจริต คนที่ผ่านเข้ามาจากระบบนี้ย่อมถือว่าขาดคุณสมบัติทันที” นายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างหนักแน่น
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมการทำงานของ ป.ป.ช. บก.ปปป. ป.ป.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้อย่างรวดเร็ว เฉียบขาด และรักษาความลับของปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่การจับกุมและขยายผลเครือข่ายทุจริตได้สำเร็จ
“ผมติดตามปฏิบัติการมาตลอด เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานโดยไม่หวาดหวั่นต่ออิทธิพลใด ๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายอนุทินยังสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งประสานผู้ว่าราชการจังหวัดทุกพื้นที่ที่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยเฉพาะจังหวัดที่ปรากฏชื่ออยู่ในสำนวน ให้พิจารณาสั่งพักหรือย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
“เรื่องนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายระบบราชการตั้งแต่ต้นน้ำ คนที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบด้วยความสุจริตกลับถูกแทรกแซงโดยขบวนการซื้อขายตำแหน่ง แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือการมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ปล่อยให้กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นได้” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขยายผลคดีอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเชื่อมโยงไปถึงบุคคลระดับใด ทั้งในส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่น พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการช่วยเหลือหรือปกป้องผู้กระทำผิด
“ขอให้ทุกหน่วยงานทำงานเต็มที่ ไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องเกรงใจใคร ถ้าพบว่าเกี่ยวข้องกับใครก็ให้ดำเนินการทันที ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย และไม่มีใครสามารถปกป้องคนที่ทำลายประเทศได้”
นายกรัฐมนตรีทิ้งท้ายว่า ข้าราชการคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หากปล่อยให้คนที่เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการทุจริตเข้ามาบริหารบ้านเมือง จะยิ่งสร้างความเสียหายต่อประเทศในระยะยาว ดังนั้นรัฐบาลจะใช้โอกาสครั้งนี้ล้างบางขบวนการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นศรัทธาของประชาชนต่อระบบราชการไทยให้กลับคืนมาอีกครั้ง
