
ไทย-เมียนมายกระดับสัมพันธ์ “อนุทิน” หารือ “มิน ออง ไลง์” จับมือทุกมิติ ผนึกปราบอาชญากรรม ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน เซ็น 3 ข้อตกลงสำคัญ
เมื่อเวลา 11.25 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับและหารือเต็มคณะกับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายใช้โอกาสนี้ยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนา เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ
ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีเมียนมา พร้อมระบุว่าการที่ผู้นำเมียนมาเลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่เดินทางเยือนหลังเข้ารับตำแหน่ง ถือเป็นสัญญาณสะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี

นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า ไทยพร้อมสนับสนุนบทบาทของเมียนมาในเวทีอาเซียน และพร้อมสานต่อความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะรักษาแรงส่งเชิงบวกของความสัมพันธ์ ผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ผลักดันแถลงการณ์ร่วมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ
ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา พร้อมเสนอให้ยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ายาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน ตลอดจนเสริมสร้างการทำงานร่วมกันของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดน

ในมิติเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจถือเป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา พร้อมแสดงความยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 เส้นทางแม่สอด-เมียวดี และเสนอให้เร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน พัฒนาระบบคมนาคม และผลักดันการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
พร้อมกันนี้ ไทยยังแสดงความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ภายในปีนี้ รวมทั้งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุนของภาคเอกชน ระบบการชำระเงินระหว่างกัน และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมโยงไทย-เมียนมา-ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้าและการลงทุนในระยะยาว

สำหรับด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีต่อการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศ พร้อมย้ำว่าแรงงานเมียนมามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิการ และการส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย
ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำชายแดน รวมถึงร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ ไทยยังยืนยันความพร้อมเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของเมียนมาต่อไป ผ่านความร่วมมือด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนา การจัดการภัยพิบัติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวในช่วงท้ายว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือไทย-เมียนมาในทุกมิติ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมเป็นมิตรและหุ้นส่วนที่สนับสนุนเมียนมาต่อไปบนพื้นฐานของมิตรภาพและผลประโยชน์ร่วมกัน

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือในเวลา 12.30 น. ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ 3 ฉบับ ประกอบด้วย บันทึกความเข้าใจด้านแรงงานและการจ้างแรงงานระหว่างไทย-เมียนมา ขอบเขตหน้าที่ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างสองประเทศ และบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของไทยกับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรวจโลกเพื่อสันติ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เอกสารความร่วมมือทั้ง 3 ฉบับ สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับรัฐบาล แต่เป็นความร่วมมือที่มุ่งแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการบริหารจัดการแรงงาน การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน รวมถึงการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้เพื่อการพัฒนา สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองประเทศที่ต้องการกระชับความร่วมมือไทย-เมียนมาให้แน่นแฟ้นและก้าวหน้าในทุกมิติ


