
นายกฯ ส่งสัญญาณแรงถึงคนมีสี-ผู้มีอิทธิพล “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครผิดฟันไม่เลี้ยง ลั่นผู้บังคับบัญชาตัวจริงไม่มีวันสั่งทำผิดกฎหมาย พร้อมเร่ง “90 วัน พิฆาตยาเสพติด”
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 ภาคกลางและภาคตะวันออก ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ระดมฝ่ายปกครองและตำรวจจาก 25 จังหวัด กว่า 600 คน ผนึกกำลังรับมืออาชญากรรมและปัญหาความมั่นคงที่นับวันยิ่งซับซ้อน พร้อมประกาศเดินหน้า 9 ภารกิจเร่งด่วน หวังตัดวงจรปัญหาตั้งแต่ต้นตอ

การประชุมครั้งนี้มี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร และนายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนอธิบดีกรมต่าง ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
นายอนุทินกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการ Workshop ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดที่ผ่านมา โดยเป้าหมายสำคัญคือการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน บูรณาการกำลังฝ่ายปกครองกับตำรวจ เพื่อเร่งแก้ปัญหาความมั่นคงและความเดือดร้อนของประชาชนให้เห็นผลจริงในระดับพื้นที่

สำหรับ “9 ภารกิจเร่งด่วน” ที่รัฐบาลต้องการให้ทุกพื้นที่เร่งขับเคลื่อน ประกอบด้วย การแก้ปัญหาบุกรุกที่ดิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือไซเบอร์ ธุรกิจนอมินี การฟอกเงิน การปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มอั้งยี่ซ่องโจร การแก้ไขหนี้นอกระบบ การดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงและจัดการฐานข้อมูล และการป้องกันปราบปรามยาเสพติด
นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้ทั้ง 9 เรื่องจะไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่ล้วนเป็น “โจทย์ใหญ่ของประเทศ” หากสามารถจัดการได้สำเร็จ จะนำไปสู่ความสงบสุข ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน ขณะที่ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และพิทักษ์สันติราษฎร์” ยังคงเป็นหน้าที่ประจำที่ทุกหน่วยงานต้องเดินหน้าควบคู่กันไป

นายอนุทินย้ำว่า อาชญากรรมยุคปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างรวดเร็ว มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และไม่จำกัดอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ภาครัฐจึงไม่สามารถต่างคนต่างทำได้อีกต่อไป โดยเชื่อว่าหากฝ่ายปกครองกับตำรวจจับมือกันอย่างจริงจัง ปัญหาความปลอดภัยพื้นฐานจำนวนมากจะสามารถแก้ไขได้
พร้อมเสนอโมเดลทำงานแบบ “ทีมคู่จิ้น-ทีมคู่ดูโอ้” ตั้งแต่ระดับจังหวัดให้ “ผู้ว่าฯ จับมือผู้การฯ” ระดับอำเภอ “นายอำเภอจับมือผู้กำกับฯ” และระดับตำบล “ปลัดอำเภอจับมือสารวัตร” ทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน หรือ One Data เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ค้นหาจุดเสี่ยง และป้องกันเหตุร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น แทนการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว

นายอนุทินยังสั่งเร่งเครื่อง “ปฏิบัติการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ให้บรรลุผลภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมเดินหน้ามาตรการควบคุมอาวุธปืน โดยขณะนี้กรมการปกครองได้ปิดระบบการออกใบอนุญาต ป.3 ในช่วงนี้ ส่งผลให้บุคคลทั่วไปไม่สามารถซื้อหรือครอบครองอาวุธปืนใหม่ได้
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดปรับเปลี่ยนรางวัลสำหรับกำนันและผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม จากเดิมที่มอบอาวุธปืนเป็นรางวัล ไปเป็นสิ่งอื่นที่เหมาะสมกว่า พร้อมกำชับฝ่ายปกครองและตำรวจตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติด โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ ขณะที่รัฐบาลอยู่ระหว่างยกร่างปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ฉบับใหม่ เพื่อวางมาตรการแก้ปัญหาในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล สถานบันเทิงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยกำชับเจ้าหน้าที่ให้ยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่สนว่าใครเป็นใคร หากมีพฤติกรรมผิดกฎหมายต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา
พร้อมส่งสัญญาณถึงเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศว่า ไม่ต้องเกรงกลัว “โทรศัพท์เคลียร์คดี” หรือการแอบอ้างชื่อผู้มีอำนาจ หากมีใครโทรศัพท์มาอ้างชื่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้บริหารระดับสูงเพื่อให้ช่วยเหลือผู้กระทำผิด ให้ถือว่าเป็น “ตัวปลอม” เพราะผู้บังคับบัญชาที่แท้จริงจะไม่มีวันสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำสิ่งผิดกฎหมาย

นายอนุทินถึงขั้นกำชับว่า หากพบการโทรศัพท์แทรกแซงหรือแอบอ้างดังกล่าว ขอให้เจ้าหน้าที่อัดเสียงเก็บไว้เป็นหลักฐาน และส่งมาเพื่อดำเนินการทั้งทางวินัยและกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยให้ทุกฝ่ายยึดแนวทางร่วมกันว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”
“เป้าหมายสำคัญคือ ต้องลดจำนวนอาชญากรรมลงอย่างมีนัยสำคัญ และเข้าไปทำลายต้นตอของปัญหา ไม่เพิกเฉยต่อความเสี่ยง” นายอนุทินกล่าว พร้อมขอให้การ Workshop ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีคิด วางระบบและขั้นตอนการทำงาน ใช้ข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์ รวมถึงวัดผลและปรับแผนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยวกลับคืนมาอย่างยั่งยืน

ด้าน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ผนึกกำลังกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขับเคลื่อนอุดมการณ์ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ตามผลการ Workshop เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 พร้อมกำหนด 9 ภารกิจสำคัญให้ทุกพื้นที่เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในฐานะผู้นำพื้นที่ ต้องบูรณาการกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่นำร่องจัดการผู้บุกรุกที่สาธารณะ กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจนอมินีร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัด ปรับปรุงบัญชีรายชื่อกลุ่มอันธพาลและผู้มีอิทธิพลให้เป็นปัจจุบัน ตลอดจนให้นายอำเภอควงคู่ผู้กำกับฯ และสถาบันการเงินลงพื้นที่แก้หนี้นอกระบบ

นอกจากนี้ ต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และเร่งขับเคลื่อน “แผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม-30 กันยายน ให้ประสบผลสำเร็จเป็น “ผลงานชิ้นโบว์แดง” เพื่อสกัดกั้นและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้จบลงในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง

