
เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม บรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มข้นตั้งแต่ช่วงสาย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายตั้งคำถามถึง “ความคาดหวัง” ต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยระบุว่า สิ่งสำคัญมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ นโยบายที่หาเสียงไว้ยังอยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีจะสร้างความหวังให้ประเทศอย่างไร และเอกสารนโยบายจะเป็นเครื่องมือให้รัฐสภาตรวจสอบได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลังตรวจสอบเนื้อหา กลับพบว่า “หลายเรื่องหายไป” และ “หลายเรื่องไม่ชัดเจน” เช่น นโยบายค่าไฟ 3 บาท ที่ไม่ปรากฏชัด รวมถึงโครงการสำคัญอย่างแลนด์บริดจ์ที่ไม่ถูกแถลงต่อรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมา
นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายจำนวนมาก “เขียนในสิ่งที่ไม่มีใครคัดค้าน” แต่ขาดเครื่องมือ กลไก และกรอบเวลาที่ชัดเจน รวมถึงไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จ พร้อมวิจารณ์หนักว่า “ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการ” และนโยบายขาดมิติด้านคุณธรรมและความซื่อสัตย์
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าหลายกลุ่มถูก “หลงลืม” อาทิ อสม.รวมถึงปัญหาสำคัญอย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ถูกกล่าวถึงเพียงผิวเผิน ทั้งที่สถานการณ์ยังรุนแรงต่อเนื่อง
ประเด็นด้านเศรษฐกิจและพลังงานถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีอย่างหนัก โดยอภิสิทธิ์วิจารณ์บทบาทกองทุนน้ำมันว่า รัฐบาลใช้เงินกว่า 4 หมื่นล้านบาท “ซื้อเวลา” แต่ไม่เตรียมมาตรการรองรับ ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระในอนาคต และเตือนว่าหากควบคุมราคาสินค้าปลายทาง อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนและธุรกิจถดถอย
ระหว่างการอภิปราย เกิดเหตุประท้วงจาก นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ไม่เห็นด้วยกับการพาดพิงถึงรัฐบาลชุดก่อน โดยมองว่ารัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้เริ่มทำงาน
อย่างไรก็ตาม ประธานในที่ประชุมวินิจฉัยว่า รัฐบาลมีความต่อเนื่อง จึงอนุญาตให้อภิปรายได้ ทำให้เกิดการโต้แย้งสั้น ๆ ก่อนจะให้ดำเนินการประชุมต่อ
นายอภิสิทธิ์ ยังคงเดินหน้าวิพากษ์ โดยย้ำว่าปัญหาราคาน้ำมันคือความเดือดร้อนจริงของประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาทุนเทาและแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงความโปร่งใสของบุคคลในแวดวงอำนาจ
ในช่วงท้าย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เตือนรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนว่า การขาด “หัวใจที่เข้าใจประชาชน” ทำให้นโยบายไม่สามารถสร้างความหวังได้ พร้อมทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำหนักแน่นว่า หากรัฐบาลเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ และไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม สุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่า “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว”
