
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา บรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ของพรรคประชาชนร้อนระอุขึ้นทันที เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมงบประมาณและทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดข้อมูลตั้งข้อสังเกตต่อโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งระงับโครงการโดยทันที และหันไปใช้งบประมาณดังกล่าวเพื่อวางรากฐานอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ของประเทศแทน
นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และทีมนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชน เปิดเผยว่า แม้จะมีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ยังมีคำถามสำคัญ 3 ประเด็นที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ยังไม่สามารถชี้แจงต่อสาธารณะได้อย่างชัดเจน

ประเด็นแรกคือ การกำหนดปริมาณการใช้งานหรือ Token ใน TOR ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และใช้หลักเกณฑ์ใดในการคำนวณความคุ้มค่า
ประเด็นที่สอง คือรายละเอียดใน TOR ที่เดิมกำหนดให้รองรับผู้ใช้งานได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ภายหลังกลับมีการระบุว่าสามารถปรับเป็นรองรับได้ถึง 5 ล้านคนต่อวินาที จึงเกิดคำถามว่าผู้รับงานสามารถปรับเปลี่ยนสเปกได้ตามต้องการหรือไม่ และหากทำได้จริงจะสะท้อนถึงช่องโหว่สำคัญของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ส่วนประเด็นที่สาม เป็นเรื่องกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการที่ถูกเร่งรัดอย่างผิดสังเกต โดยข้อมูลที่เสนอเข้าสู่การประชุม ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ระบุว่าต้องใช้เวลาเปิดลงทะเบียน 90 วัน แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนประชาพิจารณ์ในเดือนธันวาคม กลับลดเหลือเพียง 30 วัน ขณะที่กำหนดเปิดให้บริการก็ถูกย่นจาก 120 วัน เหลือเพียง 90 วัน
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มรายละเอียดเรื่องการติดตั้งจอโฆษณาประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อกว่า 1,500 สาขา รวม 6,000 จุด ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารเดิมที่เสนอ ครม.เศรษฐกิจ จนเกิดข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเข้าสู่สถานการณ์รัฐบาลรักษาการหรือไม่

ด้าน นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยหลักฐานที่พรรคตรวจสอบพบ โดยระบุว่า มีร่องรอยดิจิทัลหรือ Digital Footprint ที่น่าสงสัย เนื่องจากพบไฟล์งานที่เกี่ยวข้องกับโครงการถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ทั้งที่กระบวนการประชาพิจารณ์และการเปิดประมูลเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 และมีการประกาศผู้ชนะการประมูลในเดือนมกราคม 2569
“คำถามสำคัญคือ ทำไมบางส่วนของโครงการจึงดูเหมือนถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้าก่อนที่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ” น.ส.รักชนกกล่าว
พร้อมกันนี้ พรรคประชาชนยังอ้างว่า พบลักษณะการดำเนินโครงการในรูปแบบเดียวกันในหน่วยงานอื่นอีกอย่างน้อย 2 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมวงเงินเกือบ 10,000 ล้านบาท จึงเรียกร้องให้มีการทบทวน TOR และชะลอโครงการทั้งหมดออกไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน

ขณะที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอทางเลือกใหม่ให้รัฐบาล โดยมองว่างบประมาณ 1,600 ล้านบาท ควรถูกนำไปลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ ทั้งการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ประมวลผล การสนับสนุนโมเดล AI ของไทยอย่าง ThaiLLM การส่งเสริมสตาร์ทอัพและ SME ผ่านคูปองนวัตกรรม ตลอดจนการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทย
นายภาวุธ ยังเสนอให้ปรับตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการภาครัฐจากการนับจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ มาเป็นการวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ผลิตภาพ และรายได้ที่เกิดขึ้นจริง พร้อมระบุว่าหากจำเป็นต้องจัดหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ก็ควรดำเนินการในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) มากกว่าการจัดซื้อผ่านตัวกลาง
ด้าน นายณัฐพงษ์กล่าวสรุปว่า กรณี TH-AI Passport กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญว่ารัฐบาลมีความจริงใจต่อการผลักดัน AI เป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ หรือมุ่งสนใจเพียงการใช้งบประมาณภายใต้ชื่อของ AI เท่านั้น แม้ประเทศไทยจะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ซึ่งมีหน่วยงานหลักด้านเทคโนโลยี การศึกษา และนวัตกรรมเข้าร่วมครบถ้วน แต่หลังการเปลี่ยนรัฐบาลกลับไม่เคยมีการเรียกประชุมคณะกรรมการดังกล่าวอีกเลย

“ข้อพิรุธที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการทุจริตในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนรูปแบบ จากโครงการก่อสร้างที่ประชาชนมองเห็นได้ง่าย ไปสู่โครงการเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและตรวจสอบได้ยากมากขึ้น” นายณัฐพงษ์กล่าว
พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งระงับโครงการ TH-AI Passport ทันที ปฏิรูปการบริหารกองทุน DE ให้มีความโปร่งใส และปรับทิศทางการใช้งบประมาณจากการซื้อบริการ ไปสู่การสร้างอุตสาหกรรม AI ของประเทศอย่างแท้จริง โดยย้ำว่า หากรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการต่อ พรรคประชาชนจะทยอยเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอีกหลายระลอก และเตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
