เวที TH-AI PASSPORT เดือด ‘ไชยชนก’ยันใช้งบ 1.6 พันบ้านโปร่งใสไร้ล็อกสเปก

บรรยากาศเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโครงการ TH-AI PASSPORT ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 กลายเป็นเวทีถกเถียงดุเดือด หลังตัวแทนฝ่ายการเมืองและภาคประชาชนเปิดคำถามรัวใส่โครงการมูลค่า 1,600 ล้านบาท ทั้งในมิติความคุ้มค่า ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์

น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดประเด็นถามตรงไปยัง นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ว่า งบประมาณมหาศาลดังกล่าวจะสร้างผลลัพธ์อะไรให้ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า เมื่อโครงการดำเนินการครบถ้วนแล้ว ประเทศไทยจะมีขีดความสามารถด้าน AI เพิ่มขึ้นเท่าใด

“เราอยากได้คำตอบว่าเงินภาษี 1,600 ล้านบาท จะเปลี่ยนประเทศอย่างไร ไม่ใช่นับความสำเร็จเพียงแค่มีคนใช้งาน 5 ล้านคน” น.ส.การดี กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างสเปกที่ปรากฏในทีโออาร์กับรายละเอียดบริการที่ถูกนำเสนอ รวมถึงข้อกังวลเรื่องต้นทุนโทเคนและส่วนต่างงบประมาณที่อาจสูงถึงหลักพันล้านบาท

ด้านนายพชร ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ ปี 2565-2570 ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงและใช้งาน AI ในวงกว้าง โดยหากสามารถดึงผู้ใช้งานได้ถึง 5 ล้านคนจริง จะทำให้สัดส่วนการใช้ AI ของไทยขยับจากต่ำกว่า 10% ไปสู่ระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 19%

ปลัดดีอียังยืนยันว่า ทีโออาร์กำหนดให้ต้องมีผู้ให้บริการอย่างน้อย 8 ค่าย แต่ข้อเสนอที่ชนะการประมูลมีมากถึง 14 ค่าย ครอบคลุมโมเดลและแอปพลิเคชันกว่า 30 รายการ พร้อมระบุว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคน ต่ำกว่าแพ็กเกจเชิงพาณิชย์ในตลาดหลายเท่าตัว

ขณะที่ น.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและพันธมิตรธุรกิจ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่าต้นทุนผู้ประกอบการอยู่เพียง 300 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการคำนวณดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ไม่สอดคล้องกับบริการจริง และไม่สะท้อนต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับการใช้งานระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม จุดเดือดของเวทีเกิดขึ้นเมื่อ นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน ตั้งคำถามต่อ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้ชนะการประมูล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงเงื่อนไขในทีโออาร์ที่คล้ายคลึงกับโครงการภาครัฐอื่น รวมถึงข้อสงสัยว่าการดำเนินโครงการอาจมีช่องโหว่ที่นำไปสู่การทุจริตได้

นายไชยชนก ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า รู้จักผู้ชนะการประมูลเป็นการส่วนตัว แต่ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการประจำทั้งหมด

“ผมทำงานภาคเอกชนมานาน รู้จักคนจำนวนมากในประเทศนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักใครเลยที่เข้าร่วมประมูล แต่ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนคัดเลือกผู้รับจ้าง” รัฐมนตรีดีอีกล่าว

การแลกเปลี่ยนยิ่งร้อนแรงขึ้นเมื่อมีการหยิบยกประเด็นศักยภาพระบบรองรับผู้ใช้งานขึ้นมาอภิปราย โดยนายธีระชาติ ตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดสเปกที่ถูกนำเสนอจึงสูงกว่าที่ระบุในทีโออาร์อย่างมีนัยสำคัญ และตั้งคำถามว่ามีการออกแบบโครงการล่วงหน้าไว้แล้วหรือไม่

ระหว่างการอภิปราย นายพชรได้โต้แย้งหลายครั้ง พร้อมยืนยันว่าตัวเลข 139 คนต่อวินาทีที่ถูกกล่าวอ้างนั้นไม่ปรากฏอยู่ในทีโออาร์ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอภิปรายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

“ทีโออาร์กำหนดให้รองรับผู้ใช้งานได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง ไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกกล่าวอ้าง ขอให้พูดตามเอกสารจริง” ปลัดดีอีกล่าว พร้อมย้ำว่าหากผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา รัฐมีมาตรการลงโทษตามระเบียบราชการอย่างชัดเจน

ด้าน PLANB ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตัวเลขรองรับ 5,000 คนต่อวินาที เป็นการออกแบบระบบเพื่อรองรับช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานพร้อมกันสูงสุด ไม่ใช่การเพิ่มสเปกเกินทีโออาร์ตามที่ถูกกล่าวหา และเป็นมาตรฐานที่จำเป็นสำหรับการให้บริการในระดับประเทศ

แม้เวทีดังกล่าวจะถูกจัดขึ้นเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ แต่ตลอดการเสวนากลับเต็มไปด้วยการซักถามอย่างเข้มข้นและการโต้ตอบกันแทบทุกประเด็น สะท้อนให้เห็นว่าคำถามเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อโครงการ AI มูลค่า 1,600 ล้านบาท ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ก่อนที่โครงการจะเดินหน้าเต็มรูปแบบในระยะต่อไป