
WHO เตือนยกเลิกเงินบำรุง สสส. ลดภาระผู้เสียภาษีเหล้า–บุหรี่ แต่เสี่ยงเพิ่มต้นทุนสุขภาพประชาชน หากสินค้าราคาถูกลงอาจกระตุ้นดื่ม–สูบ ขณะที่ไทยเผชิญ NCDs คร่าชีวิตปีละประมาณ 4 แสนราย
เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2569 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ คนที่ 2 เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ปี 2569 หรือ NCDH2026 ภายใต้หัวข้อ “จากภูมิทัศน์สู่การกระทำ: การกำกับดูแลปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะที่เป็นธรรม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–7 ต.ค. 2569
การประชุมครั้งนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน เปิดเวทีเชื่อมองค์ความรู้กับการพัฒนานโยบายและการลงมือทำ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชน

ดร.โมนิกา โคซินสกา หัวหน้าฝ่ายบูรณาการด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การจัดการผลกระทบจากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ต้องมองให้ครบทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบสินค้า การกำหนดราคา การตลาด ไปจนถึงอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย โดยภาครัฐสามารถใช้มาตรการภาษีและกฎระเบียบปรับแรงจูงใจของธุรกิจ พร้อมนำรายได้กลับมาลงทุนป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพ
ประเทศไทยเป็นตัวอย่างสำคัญผ่านกลไกเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุรา ซึ่งสนับสนุนการทำงานของ สสส. ตั้งแต่ปี 2544 เป็นการจัดเก็บเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ Earmarked Tax ช่วยให้ธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพร่วมรับผิดชอบทางการเงินต่อต้นทุนที่เกิดขึ้น และทำให้มีแหล่งทุนสำหรับสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง แทนการพึ่งพาการจัดสรรงบประมาณประจำปี

ดร.โมนิกา ระบุว่า กลไกดังกล่าวยังช่วยให้ สสส. มีศักยภาพและความเป็นอิสระจากภาคอุตสาหกรรมในการดำเนินงาน ซึ่งความเป็นอิสระถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของธรรมาภิบาล ขณะที่ภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลแบบขั้นบันไดของไทย เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่า การออกแบบกติกาภาษีสามารถกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรสินค้าให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม หากยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนส่วนนี้ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ รวมถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ จะมีภาระจ่ายเงินลดลง ขณะที่ภาครัฐจะสูญเสียรายได้สำหรับงานสร้างเสริมสุขภาพ และหากธุรกิจปรับราคาขายลงตามภาระที่ลดลง ก็อาจกระตุ้นการดื่มและสูบ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ตลอดจนภาระค่ารักษาของครอบครัวและรัฐ ดังนั้นการพิจารณายกเลิกกลไกดังกล่าว จึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระที่ลดลงของธุรกิจ และต้นทุนสุขภาพที่ประชาชนอาจต้องรับเพิ่มขึ้นด้วย

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาระจากโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs ในระดับสูง โดยข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้ประมาณ 400,000 รายต่อปี คิดเป็น 81% ของการเสียชีวิตทั้งหมด
นพ.พงศ์เทพ ระบุว่า สินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่มีไขมัน เกลือ หรือน้ำตาลสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาระโรค ขณะที่กลยุทธ์ทางธุรกิจมีทั้งการใช้อินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ดิจิทัลกระตุ้นการบริโภค การตลาดที่มุ่งเป้าเด็กและเยาวชน การกำหนดราคาและโปรโมชัน ตลอดจนการขยายช่องทางจำหน่าย
ปัญหานี้ยังส่งผลกว้างกว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละคน โดยตัวอย่างในภูมิภาคยุโรปพบว่า ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมจาก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ยาสูบ แอลกอฮอล์ อาหารแปรรูปสูง และเชื้อเพลิงฟอสซิล เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตประมาณ 2.7 ล้านคนต่อปี ครอบคลุมทั้งโรค NCDs และมลพิษสิ่งแวดล้อม เพิ่มภาระการเจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และความเหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์ควบคู่กับการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. ขับเคลื่อนงานตามแนวทาง “สร้างนำซ่อม” เน้นสร้างสุขภาพดีและป้องกันโรคก่อนเกิดการเจ็บป่วย โดยใช้กลไกจัดเก็บเงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบเพิ่มเติม ในอัตรา 2% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อนำรายได้จากสินค้าที่เป็นปัจจัยเสี่ยงกลับมาใช้สร้างเสริมสุขภาพ โดยนำบทเรียนจากกองทุนสร้างเสริมสุขภาพรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย มาปรับใช้กับบริบทไทย
อย่างไรก็ตาม กลไกนี้เป็นฐานให้ สสส. ทำงานร่วมกับภาคีได้อย่างต่อเนื่อง และต่อยอดสู่การประชุม NCDH2026 ซึ่งมีวาระสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างความเข้าใจร่วมและสังเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพในประเทศไทย ให้เห็นผลกระทบ ความเสี่ยง โอกาส และกลไกที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ การแลกเปลี่ยนบทเรียนและแนวปฏิบัติที่ดีข้ามภาคส่วน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจเอื้อต่อสุขภาพ และการสร้างฉันทามติพร้อมกลไกขับเคลื่อนร่วมผ่านสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น CDoH
นพ.พงศ์เทพ ย้ำว่า สสส. และภาคีจะนำหลักฐานและบทเรียนการทำงานมาพัฒนาข้อเสนอลดความเสี่ยงจากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ พร้อมส่งเสริมให้ธุรกิจพัฒนาสินค้า บริการ และนวัตกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อน “ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ” ในประเทศไทย ให้เกิดความร่วมมือทั้งระดับนโยบายและการปฏิบัติ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงทางเลือกสุขภาพดีอย่างเป็นธรรม และต่อยอดบทเรียนสู่เวที PMAC2027 รวมถึงเวทีนานาชาติต่อไป

ขณะที่ พญ.อายหลัน หลี ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกผลักดันประเด็นปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพในระดับโลก ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ กรอบแนวคิด และแนวทางเชิงนโยบายสำหรับประเทศสมาชิก โดย WHO ประจำประเทศไทยทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานไทย เพื่อเชื่อมหลักฐานและประสบการณ์จากนานาประเทศเข้ากับการขับเคลื่อนนโยบายในบริบทไทย พร้อมยกระดับบทเรียนของไทยสู่เวทีโลก ให้มาตรการต่าง ๆ ตั้งอยู่บนฐานความรู้และความร่วมมือระหว่างภาคส่วน
ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพผ่านกลไกการมีส่วนร่วมตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยจะสนับสนุนการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วยการจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะประชาชน ในวันที่ 7 ต.ค. 2569 เชื่อมต่อกับการประชุม NCDH2026
เวทีดังกล่าวจะเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมพิจารณาและรับรองมติ ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายของประเทศไทยต่อไป

