
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบความคืบหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 พร้อมเห็นชอบให้ผู้ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิทุกคน เริ่มใช้สิทธิพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันยังมีมติขยายสิทธิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ตามโครงการปี 2565 ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและทบทวนคุณสมบัติต้องสูญเสียสิทธิหรือได้รับผลกระทบ
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การขยายระยะเวลาครั้งนี้เป็นมาตรการสำคัญในการดูแลประชาชนที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โครงการปี 2569 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และไม่มีผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการต้องตกหล่นจากระบบ
พร้อมกันนี้ ครม.ยังเห็นชอบแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน เพื่อให้การคัดกรองมีความเป็นธรรม สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ยื่นอุทธรณ์หรือร้องเรียนก่อน
สำหรับการปรับเกณฑ์ครั้งสำคัญ ประกอบด้วย การไม่นับรวมผู้เรียนในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนตามกฎหมายส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาที่เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ
ด้านผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนธุรกิจ จะยกเว้นผู้ที่เป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งอยู่ภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ ไม่ให้ถูกตัดสิทธิเพียงเพราะมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น
ส่วนผู้ที่มีบัญชีฝากหลักทรัพย์ตามฐานข้อมูลของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) และผู้ที่มีชื่อในทะเบียนถือครองตราสารหนี้ตามฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่นำมาพิจารณา หากไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์และตราสารหนี้ที่มีมูลค่าต่ำมากตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนด
ในส่วนของการถือครองยานพาหนะ ครม.ยังปรับหลักเกณฑ์ใหม่ โดยไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน รวมถึงไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี และรถยนต์หรือรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปี นับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถมูลค่าสูงหรือรถสะสมตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยให้การตรวจสอบคุณสมบัติของโครงการสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีความแม่นยำมากขึ้น สะท้อนสภาพความเป็นจริงของประชาชน ยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และใช้ฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยที่สมควรได้รับสิทธิอย่างแท้จริง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หรือ One Stop Service (OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) รวมถึงผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและประสงค์ขอทบทวนสิทธิ โดยประสานการทำงานร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเร่งประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ขณะที่กระทรวงการคลังจะเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามภารกิจต่อไป
