
“เอกนิติ” สั่งตั้งรับน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลางเต็มพิกัด เปิดแผน Risk Map เรียลไทม์ แบ่งรัฐมนตรีคุม 17 จังหวัด-กทม. จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ”
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมอโยธยา ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์และวางมาตรการรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง หลังพื้นที่ภาคกลางถือเป็น “พื้นที่รับน้ำหลาก” จากภาคเหนือก่อนระบายลงสู่ทะเล ขณะเดียวกันยังเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งพื้นที่เกษตรกรรม เขตอุตสาหกรรม ชุมชนหนาแน่น และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
การประชุมมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดี ปภ. นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนคณะกรรมการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคกลาง เข้าร่วมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นายเอกนิติ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ภาคกลาง เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนต่อภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 5 คณะ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกำกับดูแลตลอดฤดูกาล เพื่อรวมศูนย์การทำงานให้เป็นเอกภาพ ลดขั้นตอนการสั่งการและตัดความซ้ำซ้อนเมื่อเกิดภัยพิบัติ
สำหรับภาคกลางถือเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ทำหน้าที่รับน้ำหลากจากภาคเหนือก่อนระบายลงทะเล จึงเผชิญปัญหาน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง ขณะเดียวกันบางจังหวัดยังมีความเสี่ยงภัยแล้ง ทั้งการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร จึงกำชับทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการให้ครอบคลุมตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุ-ขณะเกิดเหตุ-หลังเกิดเหตุ”

กาง Risk Map เรียลไทม์ เจาะจุดเสี่ยงก่อนภัยมา
ด้านการเตรียมความพร้อม นายเอกนิติ สั่งการให้นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลจากหน่วยงานเชี่ยวชาญ ทั้ง GISTDA สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และ ปภ. มาบูรณาการจัดทำ “แผนที่เสี่ยงภัย” หรือ Risk Map ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์
ข้อมูลดังกล่าวจะต้องนำไปใช้วางแผนบริหารจัดการในแต่ละจังหวัดให้ตรงกับสภาพปัญหาจริง รวมถึงยกระดับประสิทธิภาพการแจ้งเตือนประชาชนก่อนเกิดภัย
พร้อมกันนี้ให้ สทนช. และ ปภ. จัดทำ “Checklist ปฏิบัติงาน” ส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปใช้ได้ทันที ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบประตูระบายน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมพื้นที่รับน้ำ บริหารจัดการปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ รวมถึงจัดทำแผนเผชิญเหตุอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อให้การรับมือภัยพิบัติเป็นระบบครบวงจร

สั่งตั้งศูนย์บัญชาการจังหวัด ทหาร-ตำรวจ-พลเรือน-ท้องถิ่นต้องทำงานเป็นทีม
ด้านการเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชน กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด เป็นศูนย์กลางบูรณาการกำลังจากทหาร ตำรวจ พลเรือน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนเผชิญเหตุ โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะต้องเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้เพียงพอและเหมาะสม ขณะที่โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ต้องเตรียมยา เวชภัณฑ์ และบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมดูแลประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ให้หน่วยงานรับผิดชอบวางมาตรการป้องกันทั้งอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ภัยพิบัติลุกลามจนกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

เกิดภัยแล้วต้องเยียวยาเร็ว ลดขั้นตอนประชาชน
สำหรับการฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัย ให้ทุกจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาประชาชนอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม พร้อมนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวก ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกระบวนการที่ยุ่งยากหลังได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ
ขณะเดียวกัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ครอบคลุม 17 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายคณะรัฐมนตรีแต่ละคนดูแลรับผิดชอบเป็นรายลุ่มน้ำ เพื่อให้การตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ด้านการสื่อสาร กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งกระจายข้อมูลสถานการณ์น้ำที่ “ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นจริง” ผ่านทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ พร้อมเน้นการสื่อสารแบบสองทาง หรือ Two-way Communication ระหว่างภาครัฐกับประชาชน

จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” ย้ำแต่ละจังหวัดเสี่ยงไม่เหมือนกัน
นายเอกนิติ กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ การที่เตรียมพร้อมรับมือก่อนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางแผนบริหารจัดการ จะทำให้การแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกมิติ”
โดยเฉพาะการจัดทำ Risk Map เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีลักษณะความเสี่ยงแตกต่างกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ตรงกับบริบทของพื้นที่ พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการดำเนินงานของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งในภาคกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตรของประชาชน
รองนายกรัฐมนตรียังขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดภาคกลางและทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ร่วมกันเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ พร้อมกำชับว่า หากพื้นที่ใดประสบปัญหาหรือมีข้อติดขัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานตรงถึงตนในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้ทันที เพื่อเร่งแก้ปัญหาโดยไม่ให้เกิดความล่าช้า

ปภ.ระดมเครื่องจักร-เจ้าหน้าที่ เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. กล่าวว่า ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้ปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและประธานคณะทำงานภาคกลาง เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งทุกมิติ โดยมอบหมายให้นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดี ปภ. เป็นเลขานุการคณะทำงานฯ ภาคกลาง
พร้อมสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี เขต 3 ปราจีนบุรี เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ และเขต 16 ชัยนาท ประสานสำนักงาน ปภ.จังหวัดในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เตรียมนำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าสนับสนุนทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์
เจ้าหน้าที่ยังต้องเฝ้าระวังและแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ควบคู่กับช่องทางสื่อสารต่างๆ รวมถึงการประสานผู้นำท้องถิ่นและผู้นำท้องที่ เพื่อกระจายคำเตือนให้ลงถึงระดับครัวเรือนมากที่สุด

ลงวัดไชยวัฒนาราม เช็กแนวป้องกันน้ำท่วมโบราณสถาน
ภายหลังการประชุม นายเอกนิติพร้อมคณะลงพื้นที่วัดไชยวัฒนาราม เพื่อติดตามแผนป้องกันน้ำท่วมพื้นที่โบราณสถานสำคัญของพระนครศรีอยุธยา โดยจังหวัดได้ติดตั้งพนังกั้นน้ำเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์รอบเกาะเมือง ซึ่งที่ผ่านมาใช้ป้องกันพื้นที่จากน้ำท่วมได้ทุกปี
พนังกั้นน้ำบริเวณดังกล่าวมีความสูง 1.80 เมตร และสามารถเสริมความสูงได้อีก 60 เซนติเมตร หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ ปภ. นำเครื่องสูบน้ำขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้งบนเทรลเลอร์ลากจูง พร้อมอุปกรณ์และชุดเครื่องสูบส่ง เข้าประจำจุด เพื่อเตรียมป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมพื้นที่โบราณสถาน

เปิดตัวเลขพื้นที่เสี่ยงสูงมาก 124 หมู่บ้าน-เสี่ยงสูงอีก 533 หมู่บ้าน
ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในภาคกลางพบว่า มีพื้นที่ระดับ “เสี่ยงสูงมาก” กระจายอยู่ใน 8 จังหวัด รวม 124 หมู่บ้าน ขณะที่พื้นที่ “เสี่ยงสูง” ครอบคลุม 12 จังหวัด รวม 533 หมู่บ้าน
ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง พบพื้นที่ “เสี่ยงสูงมาก” ใน 2 จังหวัด จำนวน 66 หมู่บ้าน และพื้นที่ “เสี่ยงสูง” ใน 3 จังหวัด จำนวน 105 หมู่บ้าน
ด้านทรัพยากรสำหรับรับมือสถานการณ์ มีเครื่องจักรกลสาธารณภัยสำหรับป้องกันและแก้ไขอุทกภัย จำนวน 155 คัน/เครื่อง และสำหรับรับมือภัยแล้งอีก 202 คัน/เครื่อง เพื่อสนับสนุนคณะกรรมการฯ จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ พร้อมรับมือสถานการณ์หากเกิดภัยขึ้นจริง



