
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการจับสลากหมายเลขผู้สมัครได้หมายเลข 9ว่า ถือเป็น “พัฒนาการ” จากการเลือกตั้งครั้งก่อนที่ได้หมายเลข 8 พร้อมมองว่า หมายเลขไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือผลงานและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อผู้สมัคร
นายชัชชาติ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องการเห็นกรุงเทพมหานครเดินหน้าต่อ เป็น “เมืองแห่งโอกาสและความหวังของทุกคน” พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าหาเสียงในรูปแบบเรียบง่าย เน้นลงพื้นที่ชุมชน พูดคุยกับประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมเวทีดีเบตตามสื่อต่างๆ เหมือนที่ผ่านมา โดยจะลดการใช้ป้ายหาเสียงให้น้อยที่สุด เพื่อลดความรกรุงรังและผลกระทบต่อเมือง หันมาใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์แทน รวมถึงพยายามใช้ระบบขนส่งสาธารณะในการเดินทางหาเสียง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน
เมื่อถูกถามถึงภารกิจเร่งด่วนหากได้กลับมาบริหารกรุงเทพมหานครอีกครั้ง นายชัชชาติย้ำชัดว่า “การปราบคอร์รัปชัน” ยังเป็นวาระสำคัญอันดับต้นๆ ที่ต้องเดินหน้าต่ออย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะปัญหาทุจริตไม่ใช่เพียงเรื่องของกรุงเทพมหานคร แต่เป็นปัญหาใหญ่ของทั้งประเทศ หากไม่ร่วมกันแก้ไข ประเทศจะเดินหน้าต่อได้ยาก
นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงบรรยากาศกองเชียร์จากทุกพรรคการเมืองที่มาร่วมให้กำลังใจในวันจับสลากว่า เป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย และสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ยังมีความหวังต่ออนาคตของเมือง โดยอ้างผลสำรวจของสวนดุสิตโพลที่ระบุว่า ประชาชนกว่า 78% เชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง กรุงเทพมหานครจะดีขึ้น ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ ก็ตาม
“นี่คือสัญญาณว่าคนยังเชื่อในประชาธิปไตย และเชื่อว่าเมืองนี้ยังมีอนาคต ขอเพียงทุกฝ่ายแข่งขันกันด้วยนโยบายและสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อประชาชน กรุงเทพฯ ก็สามารถแข่งขันกับเมืองระดับโลกได้” ชัชชาติกล่าว
พร้อมกันนี้ นายชัชชาติ ยังย้ำกับทีมงานว่าไม่ให้ประมาทหรือหลงเชื่อผลสำรวจความคิดเห็น เพราะช่วงเวลาอีกกว่า 30 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการแก้ปัญหาระดับชุมชน หรือ “เส้นเลือดฝอย” โดยจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารเมืองให้มากขึ้น
“หน้าที่ของเราคือทำให้ดีที่สุด ที่เหลือคือการตัดสินใจของประชาชน ถ้าไว้ใจผม ก็เลือกผม” ชัชชาติกล่าว
