ถอนรากยาเสพติดถึงหมู่บ้าน ‘พลพีร์’ สั่งล่าคนมีสี-นักการเมืองเอี่ยวห้ามปล่อยหลุด

รมช.มหาดไทยประกาศกลางเวทีอีสาน “การจับยาเยอะถ่ายรูปสวย แต่ปัญหายังไม่จบ” จี้ฝ่ายปกครอง-ตำรวจลงถึงหมู่บ้าน ตัดเครือข่ายขายยาให้สิ้นซาก

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ ขอนแก่น อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีฝ่ายปกครองและตำรวจจาก 20 จังหวัด 322 อำเภอ 488 สถานีตำรวจ รวมกว่า 810 คน เข้าร่วม

นายพลพีร์ประกาศเดินหน้าจัดการปัญหาความมั่นคงที่กระทบประชาชนอย่างหนัก โดยเฉพาะ “ยาเสพติด นอมินี และบัญชีม้า” พร้อมกำชับนายอำเภอและตำรวจในพื้นที่ว่า การปราบยาเสพติดจะไม่จบเพียงการจับรถขนยา หรือยึดยาเสพติดครั้งละจำนวนมาก แต่ต้องลงไป “ถอนรากถอนโคน” เครือข่ายจำหน่ายถึงระดับหมู่บ้าน

นายพลพีร์เปรียบปัญหายาเสพติดเหมือน “ต้นไม้ใหญ่” การจับรถบรรทุก รถกระบะ หรือรถเก๋งที่ใช้ขนยา เป็นเพียงการตัดกิ่ง แต่ตราบใดที่รากยังอยู่ ต้นไม้ก็พร้อมแตกกิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา

“การจับได้จำนวนมากมันถ่ายรูปสวย แต่ปัญหายังไม่หมด” นายพลพีร์กล่าว พร้อมระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นคือการลงไปจัดการผู้ขายยาในพื้นที่อย่างจริงจัง หากตรวจพบว่าผู้ใหญ่บ้าน กำนัน สมาชิก อบต. คนของรัฐ หรือแม้แต่หัวคะแนนนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องจับกุมดำเนินคดี และต้องสาวต่อให้ถึงเส้นทางการเงินว่าเงินถูกส่งไปที่ใด ใครเป็นเจ้าของบัญชี และใครอยู่เบื้องหลัง

นายพลพีร์ย้ำว่า เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ย่อมรู้อยู่แล้วว่าหมู่บ้านใดมีการแพร่ระบาด ใครเป็นผู้ค้า หรือใครเป็นเครือข่าย การแก้ปัญหาจึงขึ้นอยู่กับฝีมือและความจริงจังของนายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจ โดยต้องทำให้ช่องทางการจำหน่ายยาในชุมชนหายไป

“ถึงแม้ยาเสพติดจะทะลักเข้ามามากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีช่องทางจำหน่าย ไม่มีคนกระจายของ มันก็ไม่ระบาด ถ้าไม่มีเซลล์ยอดขาย มันก็ไม่เกิด” นายพลพีร์กล่าว

พร้อมเตือนเจ้าหน้าที่ทุกคนอย่าคิดว่าปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องไกลตัว เพราะวันหนึ่งอาจย้อนกลับมากระทบลูกหลานของตนเอง หากปล่อยให้ยาเข้าถึงชุมชนได้ง่ายโดยไม่มีใครจัดการ

รมช.มหาดไทยยังเปิดประเด็นการปราบปราม “นอมินี” โดยเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบทั่วประเทศพบบริษัทที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ 3,461 บริษัท และบริษัทต้องสงสัยอีก 14,579 บริษัท มีการครอบครองที่ดินกว่า 5,800 แปลง ราคาประเมินรวมประมาณ 65,000 ล้านบาท หากคิดเป็นราคาตลาดอาจสูงถึงประมาณ 300,000 ล้านบาท

ที่น่าตกใจคือ ตรวจพบผู้มีชื่อเป็นผู้จัดตั้งหรือถือหุ้นในบางบริษัทกลับเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่การตรวจสอบยังพบรูปแบบสำนักงานบัญชีและบริษัทกฎหมายจัดทำเป็น “แพ็กเกจนอมินี” ใช้ชื่อคนไทยแลกค่าจ้างเพียง 500-1,000 บาท เพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้าถือครองธุรกิจหรือทรัพย์สิน

นายพลพีร์ยกกรณี จ.สกลนคร ซึ่งตรวจพบการนำบ้านของประชาชนไปจดทะเบียนให้บริษัทที่มีชาวจีนถือครอง ก่อนนำไปสู่การดำเนินคดี พร้อมสั่งทุกจังหวัดเร่งตรวจสอบว่ามีรูปแบบเดียวกันอยู่ในพื้นที่หรือไม่ โดยไม่ต้องรอหนังสือสั่งการจากส่วนกลาง

“อะไรที่ดีต่อพี่น้องประชาชนต้องทำทันที ไม่ต้องรีรอ เพราะถ้าเราทำช้า คนร้ายก็รู้ตัวแล้วหนี คนที่เสียคือพี่น้องประชาชนคนไทยเราเอง ถ้าจะจับโจร ปกป้องพี่น้องประชาชนจากโจร ต้องคิดแบบโจร”

นายพลพีร์ย้ำว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจ นายอำเภอ และผู้กำกับการสถานีตำรวจ เป็นคนที่รู้พื้นที่ดีที่สุด หากพบการกระทำผิด ไม่ว่าเป็นใครต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะ “อะไรผิดก็คือผิด” พร้อมกำชับให้ตรวจสอบทั้งนอมินี ใบอนุญาตโรงแรม สถานประกอบการ ยาเสพติด และอาชญากรรมในพื้นที่อย่างเข้มข้น

พร้อมระบุว่า หากกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำงานเป็น “คู่จิ้น” อย่างจริงจัง จะช่วยให้การดำเนินคดีรวดเร็วขึ้น และสามารถปกป้องประชาชนได้ทันท่วงที

ด้านนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” ครอบคลุมภัยความมั่นคง 9 ด้าน ได้แก่ การบุกรุกที่ดินสาธารณะ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี นอมินี การฟอกเงิน ผู้มีอิทธิพล หนี้นอกระบบ ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงข้อมูลด้านความมั่นคง และยาเสพติด

ขณะที่ พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 กล่าวว่า ตำรวจและฝ่ายปกครองต้องทำงานร่วมกันแบบ “คู่หูดูโอ้” ไม่ยึดติดกับสายงาน โดยตำรวจภูธรภาค 4 ดำเนินคดียาเสพติดแล้ว 58,189 คดี ฟ้องบวกโทษและเพิ่มโทษ 3,595 คดี และนำผู้มีอาการทางจิตเวชส่งโรงพยาบาล 2,874 ราย ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-31 กรกฎาคม 2569 รวมทั้งดำเนินคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะและนำพื้นที่คืนได้ 366 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา

นายวินัย รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า การจัดเวิร์กช็อปครั้งนี้มีเป้าหมายให้นายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจทำงานเป็น “ทีมอำเภอ” ภายใต้หลัก “คิดร่วมกัน วางแผนพร้อมกัน ทำไปด้วยกัน” เพื่อเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงให้เกิดผลจริงถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน และสามารถลงมือปฏิบัติได้ทันที