ทลายเครือข่าย ‘หนูเฉิน’ ยึดสารเคมี 50 ตันตัดวงจรผลิตยานรก 1,100 ล้านเม็ด

เมื่อค่ำวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงจากหลายหน่วยงาน ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” ณ โกดังเก็บสารเคมีแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ หลังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ตำรวจ ทหาร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบริษัทและโกดังเก็บสารเคมีรวม 10 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และระยอง

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการบูรณาการข้อมูลข่าวกรองทั้งในและต่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสาธารณรัฐเกาหลี จนนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายของ นายฐปนันท์ ธรรมรัตน์ธาดา หรือ “หนูเฉิน” นักค้ายาเสพติดรายสำคัญที่หลบหนีออกนอกประเทศนานกว่า 14 ปี ก่อนถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย

จากการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมีเส้นทางธุรกรรมเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเกี่ยวข้องกับการลักลอบซื้อขายสารเคมีที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ

ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดสารเคมีและสารตั้งต้นสำคัญได้ 5 ชนิด ประกอบด้วย อะเซโตน กรดไฮโดรคลอริก กรดอะซิติก และสารเคมีในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมปริมาณกว่า 50 ตัน หากถูกส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตยาเสพติด จะสามารถผลิตยาบ้าได้มากถึง 1,100 ล้านเม็ด หรือเทียบเท่าปริมาณยาบ้าที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้ทั้งประเทศในรอบปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังสามารถผลิตยาไอซ์ได้กว่า 21 ตัน

นายอนุทิน กล่าวว่า บริษัทที่ถูกตรวจค้นมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทาที่ลักลอบนำสารเคมีไปใช้ผลิต “เอโทมิเดต” ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 เพื่อนำไปผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เคยจับกุมเครือข่ายลักษณะดังกล่าวมาแล้วถึง 4 ครั้ง

“นี่คือการกระทำที่อุกอาจ ท้าทายกฎหมาย และเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ ผู้กระทำผิดมุ่งหวังให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อและทาสของยาเสพติด รัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักหรือทางผ่านของสารตั้งต้นและยาเสพติดอย่างเด็ดขาด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขยายผลอย่างถึงที่สุด ทั้งเจ้าของโรงงาน ผู้ขนส่ง ผู้ครอบครองสารเคมี และผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ จะต้องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายทุกคน

อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ร่วมกันสืบสวนจนเข้าถึง “ต้นตอ” ของขบวนการได้สำเร็จ โดยระบุว่า การยึดสารตั้งต้นก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ถือเป็นการตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการจับกุมยาเสพติดที่ผลิตสำเร็จแล้ว

“สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการยึดของกลาง แต่คือการหยุดยั้งภัยคุกคามต่อประเทศก่อนจะขยายวงกว้าง สารเคมีเหล่านี้หากหลุดรอดออกไป จะสร้างความเสียหายต่อสังคมและความมั่นคงอย่างมหาศาล” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าปฏิบัติการตามนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและนอกประเทศอย่างเต็มกำลัง