
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ชุมชนหลังวัดริมคลองนางหงษ์ กรุงเทพมหานคร ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อมคณะจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล นำโดย นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์พรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่พบปะผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ชุมชนริมคลองนางหงษ์ บริเวณพระราม 6 พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 58 ครอบครัว ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ รวมถึงมาตรการเยียวยาและแนวทางจัดหาที่พักชั่วคราวระหว่างรอการฟื้นฟูชุมชน
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า นับตั้งแต่ทราบข่าวเหตุเพลิงไหม้ ตนติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงมาโดยตลอด เพราะผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นประชาชนฐานราก ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานพบว่า ช่วงแรกของเหตุการณ์มักมีหลายหน่วยงานเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจจากสังคมก็ค่อยๆ ลดลง ขณะที่ความเดือดร้อนของประชาชนยังคงอยู่

ภายหลังได้รับข้อมูลว่าหลายครอบครัวต้องแยกย้ายไปอาศัยอยู่กับญาติ บางส่วนเดินทางกลับภูมิลำเนา ทำให้การรวมตัวเพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก ตนจึงมอบหมายให้ ดร.ธนกฤต ลงพื้นที่ติดตามปัญหาและประสานความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องในนามพรรคกล้าธรรม
หัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง ตนทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรืออุบัติภัยต่างๆ จึงเชื่อว่าการช่วยเหลือประชาชนไม่ควรเป็นภาระของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ภาคเอกชน ภาคสังคม และองค์กรการกุศลควรเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“ไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่ช่วย แต่หลายเรื่องต้องดำเนินการตามขั้นตอนราชการ ซึ่งใช้เวลา ขณะที่ประชาชนไม่สามารถรอได้ ดังนั้นเรื่องใดที่พรรคหรือมูลนิธิสามารถช่วยได้ ก็ต้องเร่งดำเนินการทันที”
ร.อ.ธรรมนัส ยกตัวอย่างการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งตนปักหลักอยู่ในพื้นที่ 2 คืน และร่วมช่วยเหลือประชาชนกว่า 600 คน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนและเครือข่ายจิตอาสาจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าพลังของภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายวิกฤต

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า แม้ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในรัฐบาล แต่จากประสบการณ์ทั้งฝ่ายบริหารและการทำงานภาคสนาม เข้าใจดีว่าหลายเรื่องต้องใช้เวลา จึงกำชับให้ ดร.ธนกฤต เร่งดำเนินการทุกเรื่องที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่ล่าช้า
สำหรับประเด็นเรื่องที่พักอาศัย ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ไม่ต้องการเห็นผู้ประสบภัยทั้ง 58 ครอบครัวต้องกระจัดกระจายไปอยู่ตามบ้านญาติหรือกลับภูมิลำเนา เพราะจะทำให้การรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ่อนกำลังลง
“ผมไม่ต้องการให้พี่น้องต้องกระจายกันไปอยู่ตามบ้านญาติหรือกลับภูมิลำเนา เพราะเมื่อแยกย้ายกัน พลังของ 58 ครอบครัวก็ลดลง การเจรจาหรือประสานงานก็ไม่มีน้ำหนัก จึงมอบหมายให้ ดร.ธนกฤต ไปหาที่พักให้ทุกครอบครัวได้อยู่รวมกัน หากระบบราชการหรืองบประมาณล่าช้า มูลนิธิพร้อมสำรองเงินช่วยเหลือทันที หรือประสานองค์กรการกุศลต่างๆ เข้ามาร่วมสนับสนุน”

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยอีกว่า เดิมตั้งใจเดินทางมาพบประชาชนตั้งแต่ช่วงแรกหลังเกิดเหตุ แต่ขณะนั้นหลายเรื่องยังไม่มีความชัดเจน จึงรอจนสามารถนำความคืบหน้าและคำตอบที่เป็นรูปธรรมมาชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ ก่อนตัดสินใจลงพื้นที่ด้วยตนเอง การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง แต่เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
“ผมอยากมาพบทุกคนตั้งแต่วันแรก แต่ตอนนั้นทุกอย่างยังไม่ชัดเจน วันนี้เมื่อมีคำตอบแล้วจึงมาพบพี่น้อง ผมไม่ได้มาหวังผลทางการเมือง ความเดือดร้อนของประชาชนต้องแยกออกจากการเมือง ผมขอเป็นกำลังใจ และจะอยู่เคียงข้างทั้ง 58 ครอบครัวจนกว่าจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้”
ภายหลังการพูดคุย ร.อ.ธรรมนัส พร้อมคณะได้มอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัยทุกครอบครัว พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและติดตามมาตรการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างการลงพื้นที่ มารดาของแรงงานชาวลาวรายหนึ่งได้เดินทางเข้าพบ ร.อ.ธรรมนัส เพื่อกล่าวขอบคุณมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายและประสานการรักษาพยาบาลแก่บุตรชาย ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หลังประสบปัญหาข้อจำกัดด้านสิทธิการรักษาในฐานะชาวต่างชาติ
ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้กำลังใจครอบครัวผู้บาดเจ็บ พร้อมยืนยันว่ามูลนิธิจะเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบความเดือดร้อนทุกคนบนหลักมนุษยธรรม โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ หากเป็นผู้ที่กำลังเผชิญวิกฤตและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
