
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนครศรีอยุธยา จำกัด อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการคลัง
ภายในงานมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหาร ธ.ก.ส. ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
นายกรัฐมนตรีรับฟังการนำเสนอผลการดำเนินโครงการผ่านวีดิทัศน์ พบปะรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกร ก่อนเยี่ยมชมนวัตกรรมการเกษตร ทั้งการสาธิตการใช้โดรนเพื่อการเกษตร และทดลองขับรถไถไฟฟ้าฝีมือคนไทย ซึ่งสะท้อนแนวทางการยกระดับภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลตั้งใจผลักดันทุกมาตรการเพื่อลดภาระของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
“วันนี้เราหาสินเชื่อมาให้พี่น้องเกษตรกรนำไปใช้ซื้อปุ๋ย ซื้อปัจจัยการผลิต หากดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 6 รัฐบาลจะช่วยรับภาระครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 3 ทำให้เกษตรกรจ่ายเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น เป้าหมายคือทำให้ต้นทุนลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และรายได้ดีขึ้น”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลไม่ได้หยุดอยู่แค่การปล่อยสินเชื่อ แต่จะควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ การอบรม Reskill และ Upskill ให้เกษตรกรสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน การใช้พันธุ์พืชคุณภาพ การใช้โดรน และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพและแข่งขันได้
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลต้องการสร้าง “โอกาส” มากกว่าการให้ความช่วยเหลือเพียงระยะสั้น
“รัฐบาลไม่ได้ต้องการแจกปลา แต่ต้องการให้เบ็ดตกปลา ให้พี่น้องสามารถสร้างรายได้และบริหารชีวิตของตัวเองได้อย่างมั่นคง”
นายอนุทินยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางว่า แม้ประเทศไทยไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่สามารถบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ระบบผันน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน
พร้อมระบุว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐต้องใช้งบประมาณเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยเฉลี่ยปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือกว่า 300,000 ล้านบาทในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
“ถ้าเราลงทุนสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง ใช้งบประมาณเพียงหลักพันล้านบาท ก็จะช่วยลดความเสียหายในระยะยาวได้มากกว่าการจ่ายเงินเยียวยาซ้ำแล้วซ้ำอีก”
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันกรมชลประทานมีโครงการบริหารจัดการน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยารวม 7 โครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ และเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ รวมถึงส่งผลดีต่อจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มุ่งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยย้ำว่า ไม่ใช่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง คณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ให้ดำเนินโครงการวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน”
โครงการกำหนดวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ทำให้เกษตรกรรับภาระเพียงร้อยละ 3 ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขของโครงการ
ผู้เข้าร่วมต้องเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐ และปลูกพืชเป้าหมาย 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้ พร้อมผ่านการอบรมด้านการบริหารจัดการต้นทุน และนำเงินกู้ไปจัดซื้อปุ๋ยหรือปัจจัยการผลิตตามหลักเกณฑ์ของ ธ.ก.ส. รวมถึงใช้พันธุ์พืชหรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
ผู้กู้ต้องชำระคืนเงินกู้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่เกิน 12 เดือน และชำระคืนทั้งหมดภายในวันที่ 30 เมษายน 2572 โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสายด่วน 02-555-0555
