
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) โดย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกันเปิดประเด็นร้อนเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ต พร้อมแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำลังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในพื้นที่
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาของจังหวัดภูเก็ตในเวลานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เท่านั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายผู้มีอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลานาน
“มีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาเตือนให้ระวังตัว คำพูดสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่ามีบางกลุ่มที่มีอำนาจจนไม่เกรงกลัวกฎหมาย และยังมีผลประโยชน์มหาศาลเชื่อมโยงกับบุคคลหลายระดับในพื้นที่ จนทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มเบื่อหน่ายกับการต้องจ่ายส่วยเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้” นายเฉลิมพงศ์กล่าว
สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน และสิ่งที่น่ากังวลคือรัฐบาลกลับเลือกใช้มาตรการเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการจัดการต้นตอของปัญหา โดยตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตว่า รับรู้หรือไม่ว่าปัญหาที่แท้จริงของจังหวัดคืออะไร
“การลงพื้นที่ตรวจหาดหรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่มีข้อพิพาทเรื่องการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การย้ายข้าราชการบางตำแหน่งอาจเป็นเพียงการสร้างภาพ หากยังไม่มีการสาวไปถึงเครือข่ายผู้มีอิทธิพลและผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง” นายเฉลิมพงศ์กล่าว
นายเฉลิมพงศ์ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรวบรวมข้อมูลเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยชี้ว่าหน่วยงานของรัฐมีข้อมูลอยู่แล้วทั้งเรื่องการบุกรุกพื้นที่สาธารณะและคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ประกอบการที่ถูกกล่าวหาหรือมีคดีติดตัว ยังคงสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
“สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางผลประโยชน์ และดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะปัญหาส่วยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเงินใต้โต๊ะ แต่กำลังทำลายเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ทำลายผู้ประกอบการสุจริต บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก” นายเฉลิมพงศ์กล่าว
ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ กล่าววิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่า การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต อาจเป็นเพียง “ละครอีกฉากหนึ่ง” ที่ไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในจังหวัดภูเก็ตกันแน่
น.ส.ภคมน เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับบรรยากาศการลงทุนในพื้นที่ โดยผู้ประกอบการจำนวนมากไม่มั่นใจว่าหากเข้ามาลงทุนจะต้องประสานงานกับใคร และกังวลว่าการทำธุรกิจอาจได้รับผลกระทบหากไปกระทบผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม
“สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ การลงทุนอย่างตรงไปตรงมาอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงในจังหวัดภูเก็ต ขณะที่รัฐบาลอาจได้ผลประโยชน์ทางการเมือง แต่สิ่งที่สูญเสียคือความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของจังหวัดที่มีความสำคัญต่อประเทศ” น.ส.ภคมน กล่าว
นอกจากนี้ น.ส.ภคมน ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือกรณีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงออกทางการเมือง โดยระบุว่ายังไม่เห็นความชัดเจนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการทางวินัยตามที่สังคมตั้งคำถาม
พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงต่อสาธารณชนว่า การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ตมีเหตุผลใดเกี่ยวข้องกับเครือข่ายผู้มีอิทธิพลหรือไม่ และจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงการจัดวางอำนาจทางการเมือง
“วันนี้คนที่ลอยตัวเหนือปัญหามากที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องออกมาบอกความจริงกับประชาชนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกระทรวงมหาดไทยหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่กำลังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศทั้งระบบ” น.ส.ภคมน กล่าว
ทั้งนี้ พรรคประชาชนยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาในจังหวัดภูเก็ตจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างจริงจังและโปร่งใส โดยเฉพาะการตรวจสอบเครือข่ายอิทธิพลและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน ผู้ประกอบการ นักลงทุน และรักษาภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศต่อไป
