
เมื่อค่ำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์เปิดเวทีปราศรัยใหญ่บริเวณลานหน้าสถานีรถไฟ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้าร่วมฟังอย่างเนืองแน่น นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรคขึ้นเวทีปราศรัย

บรรยากาศบนเวทีเต็มไปด้วยอารมณ์เข้มข้น โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวโจมตีการเยียวยามหาอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่อย่างดุเดือด ระบุว่ารัฐบาลกำหนดเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพียง 9,000 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริงของประชาชน

“คนตลาดกิมหยงฝากผมถามว่า ใครเป็นคนคิดเลข 9,000 บาท เสียชีวิตได้ 2 ล้านบาท แต่คนที่น้ำท่วมหมดตัวเหมือนตายทั้งเป็น กลับได้แค่นี้ คิดอะไรอยู่” นายสาทิตย์กล่าว
นายสาทิตย์ยังกล่าวด้วยน้ำเสียงสะท้อนความช้ำใจว่า มาตรการเยียวยายังไม่ทันเริ่ม รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกลับยุบสภาหนี ปล่อยให้ประชาชนหาดใหญ่เผชิญชะตากรรมตามลำพัง ส่งผลให้การเยียวยาค้างคา คนลงทะเบียนกว่า 6 แสนรายยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ บ้านเรือนเสียหายยังซ่อมไม่ได้แม้แต่หลังเดียว

“นี่คือการดูถูก ใจดำ และทอดทิ้งพวกเรา หรือเขาคิดว่าน้ำท่วมไม่ต้องช่วยมาก เดี๋ยวถึงเวลาก็เอาเงินมาซื้อเสียงเอาใช่หรือไม่” นายสาทิตย์กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนแปรความช้ำใจเป็นพลัง รวมพลังคนปักษ์ใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ เพื่อส่งสัญญาณว่าภาคใต้จะไม่ยอมถูกดูถูกอีกต่อไป

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวปราศรัยว่า พรรคประชาธิปัตย์กลับมาแล้ว เพื่อยืนเคียงข้างประชาชนและต่อสู้กับการเมืองทุจริต พร้อมระบุว่าการเมืองปัจจุบันถูกครอบงำด้วยเงินและทุนสีเทา แม้ภาคใต้จะเป็นฐานเสียงสำคัญ แต่การซื้อเสียงยังคงเกิดขึ้น
“ถึงเวลาที่คนใต้ต้องช่วยกันไล่ทุนเทา ไล่คนซื้อเสียงออกจากภาคใต้อย่างสิ้นเชิง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังสะท้อนปัญหาการรับมืออุทกภัยของรัฐบาลว่า เต็มไปด้วยความสับสน รถและทรัพยากรพร้อมช่วยเหลือกลับจอดนิ่ง ขณะที่ช่วงปี 2553–2554 ซึ่งตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การเยียวยาเร็วกว่า สูงกว่า และมีมาตรการเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยทันที พร้อมตั้งคำถามถึงเหตุผลการยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ย้ำว่าหากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จะผลักดันโครงการขนส่งความเร็วสูงไทย–มาเลเซีย เปิดทางเศรษฐกิจสองฝั่งทะเล อ่าวไทย–อันดามัน โดยไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ที่ไม่คุ้มค่า แต่ใช้ศักยภาพสงขลาเชื่อมมาเลเซียในกรอบความร่วมมืออาเซียน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและราคายางพาราให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน



