ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานภาค 4! เปิดโพย-คะแนนพิศวง 18-23 ใบซ้ำ เจาะเครือข่ายโยงกว่า 1,100 คน

ฝ่ายค้านเปิดข้อมูล “คดีโกง สว. ภาค 4” แกะบัตรลงคะแนนพบชุดหมายเลขสัมพันธ์กัน 18-23 ใบหลายกลุ่มอาชีพ ชี้ตัวเลขสอดรับสูตรดันผู้สมัคร 6-7 คน จี้ กกต.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้านเปิดเวทีแถลง “เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 4” เดินหน้าเปิดข้อมูลทั้ง “ใบสั่ง-เส้นเงิน-สายสัมพันธ์” ที่อ้างว่าเชื่อมโยงกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยครั้งนี้มีการนำข้อมูลบัตรลงคะแนน ผลคะแนนทั้งรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้ ตลอดจนคำให้การของพยานและความเชื่อมโยงของบุคคลในพื้นที่มาวิเคราะห์ประกอบกัน พร้อมตั้งคำถามถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าข้อมูลที่ปรากฏมีน้ำหนักเพียงพอให้ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่แล้วหรือไม่

แกะบัตรทีละใบ เจอชุดหมายเลขซ้ำ 18-23 ใบ

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน นำเสนอผลวิเคราะห์ภาพบัตรลงคะแนนและคะแนนการเลือก สว.ระดับประเทศ โดยตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการลงคะแนนที่ซ้ำกันในหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรอบเลือกกันเองช่วงเช้า กับการเลือกแบบไขว้ในช่วงบ่าย

น.ส.พนิดาระบุว่า เมื่อนำภาพบัตรลงคะแนนรอบเช้ามาถอดข้อมูลเป็นรายใบ พบว่าในหลายกลุ่มอาชีพมีบัตรจำนวนมากเลือกผู้สมัครหมายเลขเดียวกันถึง 10 คน และบางชุดยังเรียงลำดับหมายเลขตรงกันทั้งหมด

เมื่อนับรวมบัตรที่เลือกผู้สมัครชุดเดียวกันแต่สลับลำดับ พบจำนวนบัตรที่มีลักษณะสัมพันธ์กันประมาณ 18-23 ใบในหลายกลุ่ม

ตัวอย่างกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง พบการเรียงหมายเลขตรงกันทั้งหมด 18 ใบ และเมื่อรวมบัตรที่เลือกหมายเลขชุดเดียวกันแต่สลับลำดับ พบทั้งหมด 20 ใบ โดยผู้สมัคร 7 ลำดับแรกของชุดดังกล่าวได้รับเลือกเป็น สว.ตัวจริง

ในจำนวนนี้รวมถึง มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งได้ 34 คะแนนในรอบเช้า ก่อนเพิ่มเป็น 67 คะแนนในรอบบ่าย ขณะที่ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ได้ 40 คะแนนในรอบเช้า และเพิ่มเป็น 74 คะแนนในรอบบ่าย

จับตา “3 คนท้าย” คะแนนเช้าสูง บ่ายร่วงเหลือหลักหน่วย

อีกจุดที่ น.ส.พนิดาตั้งข้อสังเกต คือผู้สมัคร 3 ลำดับท้ายของชุดเดียวกันกลับมีทิศทางคะแนนต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยคะแนนรอบเช้าอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่เมื่อเข้าสู่รอบบ่ายกลับลดเหลือเพียงหลักหน่วย

ตัวอย่างเช่น ผู้สมัครรายหนึ่งได้ 36 คะแนนในรอบเช้า แต่รอบบ่ายเหลือเพียง 4 คะแนน ขณะที่อีก 2 รายได้คนละ 29 คะแนนในรอบเช้า ก่อนเหลือรายละเพียง 2 คะแนนในรอบบ่าย

รูปแบบดังกล่าวไม่ได้ปรากฏเพียงกลุ่มเดียว โดยในกลุ่มชาวสวน พบบัตรที่เลือกหมายเลขตรงกันและเรียงลำดับเหมือนกันทุกประการ 16 ใบ และเมื่อรวมบัตรที่สลับลำดับแล้วพบ 18 ใบ

ผู้สมัคร 7 คนแรกในชุดดังกล่าวได้รับเลือกเป็น สว.ตัวจริง ส่วนผู้สมัคร 3 คนท้าย ซึ่งรอบเช้าได้ 32, 33 และ 32 คะแนน กลับเหลือเพียง 1, 0 และ 1 คะแนนตามลำดับในรอบบ่าย

วิเคราะห์ 20 กลุ่ม พบแพตเทิร์นคล้ายกัน “6-7 คน” คะแนนนำ

น.ส.พนิดาระบุว่า เมื่อนำคะแนนผู้สมัครทั้ง 20 กลุ่มอาชีพมาวิเคราะห์ร่วมกัน พบลักษณะการเรียงคะแนนคล้ายกัน คือผู้สมัครประมาณ 6 อันดับแรกมีคะแนนสูงและอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน อันดับ 7 แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม ก่อนที่คะแนนตั้งแต่อันดับ 8 เป็นต้นไปจะลดลงอย่างชัดเจน

รูปแบบดังกล่าวจึงนำไปสู่ข้อสังเกตว่า อาจสอดคล้องกับการกำหนดเป้าหมายให้มีผู้ได้รับเลือกประมาณกลุ่มละ 6-7 คน

เมื่อทดลองคำนวณย้อนกลับจากกติกาการเลือกรอบบ่าย ซึ่งแต่ละกลุ่มมีผู้สมัคร 40 คน และมีผู้สมัครจากอีก 4 กลุ่มในสายเดียวกันรวม 160 คน โดยแต่ละคนลงคะแนนให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มได้ 5 คะแนน ทำให้แต่ละกลุ่มมีคะแนนรวมสูงสุด 800 คะแนน

หากต้องการให้ผู้สมัครเป้าหมาย 6 คนได้รับคนละประมาณ 60 คะแนน จะต้องใช้คะแนนรวม 360 คะแนน หรือประมาณ 45% ของคะแนนทั้งหมด เทียบเท่าผู้ลงคะแนนประมาณ 72 คนในหนึ่งสาย หรือเฉลี่ยกลุ่มละประมาณ 18 คน

แต่หากต้องการผลักดันผู้สมัคร 7 คน จะต้องมีผู้ลงคะแนนที่สามารถกำหนดทิศทางได้ประมาณ 21 คนต่อกลุ่ม

ตัวเลข “18-21 คน” ดังกล่าว ถูกตั้งข้อสังเกตว่าสอดคล้องกับจำนวนบัตรที่พบการเลือกผู้สมัครชุดเดียวกันในหลายกลุ่มอาชีพ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18-23 ใบ

คำนวณย้อนรอบเช้า หากเป็นเครือข่ายจริงอาจแตะ 1,100 คน

ส่วนการเลือกรอบเช้า แต่ละกลุ่มอาชีพมีผู้สมัครระดับประเทศ 154 คน และแต่ละคนมี 10 คะแนน รวมคะแนนสูงสุด 1,540 คะแนน

หากต้องการส่งผู้สมัครประมาณ 18 คนเข้าสู่รอบบ่าย และตั้งเป้าให้แต่ละคนได้ประมาณ 30 คะแนน จะต้องใช้คะแนนรวม 540 คะแนน หรือประมาณ 35.6% ของคะแนนทั้งหมด เทียบเท่าการมีผู้สมัครในเครือข่ายประมาณ 55 คนต่อกลุ่ม

หากเกิดรูปแบบเดียวกันครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ จะเท่ากับมีผู้สมัครรวมประมาณ 1,100 คน

น.ส.พนิดาระบุว่า หากรูปแบบที่ตรวจพบเกิดจากการจัดตั้งจริง ก็ย่อมไม่ใช่เพียงการนัดหมายของผู้สมัครกลุ่มเล็กๆ แต่จะมีลักษณะเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศ

เปิดสูตร “โพยหลัก-โพยรอง” เชื่อมคะแนนสองรอบ

น.ส.พนิดายังนำเสนอการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบัตรลงคะแนน โดยแบ่งเป็นสิ่งที่เรียกว่า “โพยหลัก” และ “โพยรอง”

“โพยหลัก” คือชุดหมายเลขที่มีผู้สมัครประมาณ 6-7 คนได้รับเลือกเป็น สว. ส่วน “โพยรอง” เป็นผู้สมัครอีกชุดหนึ่งที่มีคะแนนสูงในรอบเช้า แต่คะแนนกลับลดลงอย่างมากในรอบบ่าย

ตัวอย่างในกลุ่มที่ 1 เมื่อนับผู้สมัครในโพยหลัก 10 คน โพยรอง 10 คน ผู้สมัครที่ได้ 0 คะแนนอีก 20 คน และผู้สมัครที่ได้ 1 คะแนนอีก 10 คน รวมเป็น 50 คน ซึ่งใกล้เคียงกับผลคำนวณที่ว่า หากต้องการส่งผู้สมัครซึ่งสามารถกำหนดทิศทางการลงคะแนนเข้าสู่รอบบ่ายประมาณ 18 คน จะต้องมีผู้สมัครในเครือข่ายราว 55 คนต่อกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม น.ส.พนิดาย้ำว่า การพบบัตรลงคะแนนเหมือนกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่ามีการทุจริต แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดร่วมกัน ทั้งรูปแบบบัตร คะแนนรอบเช้า-รอบบ่าย และความสัมพันธ์ของตัวเลขที่เกิดซ้ำในหลายกลุ่ม

คำถามสำคัญที่ส่งตรงถึง กกต. คือ ข้อมูลและพฤติการณ์ทั้งหมดมีน้ำหนักถึงขั้น “พึงเชื่อ” แล้วหรือไม่ ว่ามีผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม โดยเห็นว่า กกต.ไม่จำเป็นต้องรอจนข้อเท็จจริงถูกพิสูจน์ถึงที่สุดก่อนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ชูข้อมูลอนุกรรมการชุด 26 มีชื่อ สว. 138 คน

น.ส.พนิดายังกล่าวถึงผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งมีรายชื่อ สว. 138 คนเสนอให้ กกต.พิจารณา โดยระบุว่าจำนวนดังกล่าวใกล้เคียงกับรูปแบบที่พบจากการวิเคราะห์ คือเฉลี่ยประมาณ 7 คนต่อ 20 กลุ่มอาชีพ พร้อมกล่าวชื่นชมการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และตั้งข้อสังเกตเปรียบเทียบกับมติของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ระบุว่าบุคคลทั้งหมดไม่มีความผิด

พร้อมย้ำว่า หลักฐานที่ต้องพิจารณาไม่ควรมีเฉพาะ “โพย” ที่ถูกพบตามสถานที่ต่างๆ แต่ควรตรวจสอบความสอดคล้องกับการลงคะแนนจริงทั้งรอบเช้าและรอบบ่ายด้วย

เวทีดังกล่าวยังนำเสนอข้อมูลจากพยานบุคคล 3 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้สมัคร สว. และมีประสบการณ์ตรงกับกระบวนการเลือกในพื้นที่ต่างๆ โดยคำให้การครอบคลุมตั้งแต่ข้อสงสัยเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติ การจัดหาบุคคลเข้าสมัคร การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงคะแนนตามโพยในระดับประเทศ

นักวิชาการชี้ ช่องโหว่เคยถูกเตือนตั้งแต่ปี 2560

ด้าน นายปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงที่มาของระบบเลือก สว.แบบเลือกกันเองว่า ความเสี่ยงเรื่องการจัดตั้ง การฮั้ว หรือการลงคะแนนเป็นกลุ่ม ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดข้อสงสัยหลังการเลือก แต่สามารถคาดการณ์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบระบบ

โดยเมื่อปี 2560 เคยมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เมื่อผู้สมัครผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ จำนวนบุคคลที่ต้องประสานหรือควบคุมเพื่อลงคะแนนให้ผู้สมัครเป้าหมายจะลดลง โดยเฉพาะเมื่อมีการแบ่งผู้สมัครเป็นสายสำหรับการเลือกไขว้ จึงอาจเปิดช่องให้มีการจัดตั้งผู้สมัครเป็นกลุ่มเพื่อควบคุมผลได้

นอกจากนี้ ยังเคยมีการอภิปรายถึงกรณีที่เครือข่ายสามารถส่งผู้สมัครเข้าไปในทุกกลุ่มอาชีพ เพื่อใช้เป็นฐานคะแนนให้บุคคลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยผู้สมัครบางคนอาจไม่ได้มีเป้าหมายให้ตัวเองได้รับเลือก แต่เข้ามาเพื่อทำหน้าที่ลงคะแนนให้ผู้สมัครเป้าหมาย

นายปุรวิชญ์ระบุว่า ลักษณะนี้ใกล้เคียงกับคำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” ที่ถูกใช้ในการอภิปรายปัจจุบัน ขณะที่บันทึกการประชุม สนช.ปี 2560 ใช้คำว่า “กามิกาเซ่” อธิบายผู้สมัครที่ถูกจัดตั้งเข้ามาโดยไม่สนใจคะแนนของตนเอง แต่มีหน้าที่ลงคะแนนตามหมายเลขที่กำหนด รวมถึงมีการกล่าวถึงบุคคลที่ทำหน้าที่ประสานและควบคุมการลงคะแนนของกลุ่ม

เขาจึงมองว่า คะแนน โพย และคำให้การของพยานที่ปรากฏในปัจจุบัน ควรถูกนำไปพิจารณาประกอบกับคำเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่ของระบบที่เคยมีมาตั้งแต่ก่อนนำกฎหมายมาใช้จริง โดยเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ

iLaw เจาะ “อำนาจเจริญ” ได้ สว. 5 คน ตั้งคำถามคุณสมบัติผู้สมัคร

ขณะที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw หยิบกรณี จ.อำนาจเจริญ ซึ่งมีผู้ได้รับเลือกเป็น สว.ถึง 5 คน มาขยายผล โดยเจาะประวัติการสมัครและเส้นทางการได้รับเลือกของผู้สมัครบางราย

โดยเฉพาะกลุ่มที่ 10 “ผู้ประกอบกิจการอื่น” กรณี นายสมภาร พละศักดิ์ และ นางแดง กองมา สว.จากอำนาจเจริญ ซึ่งข้อมูลในใบสมัครระบุประวัติการทำงานเกี่ยวข้องกับการค้าขายก๋วยเตี๋ยวและขายหมู

นายยิ่งชีพตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดผู้ประกอบกิจการลักษณะดังกล่าวจึงสมัครในกลุ่มที่ 10 แทนกลุ่มที่ 9 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม

เมื่อพยายามตรวจสอบประวัติของสมภารจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ กลับพบข้อมูลร้านค้าที่แตกต่างกันหลายแห่ง ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา และร้านก๋วยเตี๋ยวนายพราน จนนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องความเป็นเจ้าของกิจการ ระยะเวลาประกอบอาชีพ รวมถึงคำถามว่ามีคุณสมบัติตรงกับกลุ่มที่สมัครตามกฎหมายหรือไม่

เมื่อไล่ตรวจสอบผู้สมัครกลุ่มที่ 10 ที่อยู่ในกระบวนการเดียวกัน ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับประเทศ ยังพบผู้สมัครบางส่วนระบุอาชีพหรือประวัติการทำงานเป็นค้าขาย ทำนา ขายของชำ ขายน้ำปั่น ขายเครื่องสำอาง รับจ้างทั่วไป ทำขนมจีน กล้วยตาก และช่างทาสี ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงความสอดคล้องกับลักษณะของกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น

นอกจากนี้ ผู้สมัครบางรายยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นและมีความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในพื้นที่ ขณะเดียวกัน สุขสมรวย วันทนียกุล สส.พรรคภูมิใจไทย เคยโพสต์แสดงความยินดีกับสมภารและแดงภายในประมาณ 24 ชั่วโมงหลังการเลือก สว.เสร็จสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายยิ่งชีพระบุว่า การโพสต์แสดงความยินดีดังกล่าวไม่ใช่การกระทำผิดกฎหมาย แต่ถือเป็นข้อมูลแวดล้อมอีกส่วนที่ควรนำมาประกอบการตรวจสอบ

จาก “ทำนา-พายเรือประเพณี” สู่กลุ่มศิลปะ-กีฬา

นายยิ่งชีพยังยกตัวอย่างกลุ่มที่ 16 ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดง บันเทิง นักกีฬา และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน โดยพบผู้สมัครจาก อ.ชานุมานหลายราย มีภูมิลำเนาและประวัติใกล้เคียงกัน ประกอบอาชีพทำนา แต่ใช้ประวัติการร่วมพายเรือประเพณีประจำหมู่บ้านประกอบการสมัครในกลุ่มดังกล่าว

ส่วน อ.เมืองอำนาจเจริญ พบผู้สมัครกลุ่มเดียวกันหลายรายเป็นข้าราชการครูเกษียณ ซึ่งระบุประสบการณ์เกี่ยวกับพลศึกษาและศิลปะ ก่อนที่ สุวิทย์ จำปานนท์ ซึ่งมีประวัติเป็นครู จะผ่านเข้าสู่ระดับประเทศและได้รับเลือกเป็น สว. ด้วยคะแนนรอบแรก 30 คะแนน และเพิ่มเป็น 65 คะแนนในรอบเลือกไขว้

นายยิ่งชีพระบุว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า สว.แต่ละคนได้รับคะแนนจากใคร แต่ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบว่า ผู้สมัครซึ่งมีสิทธิลงคะแนนให้กันตั้งแต่ต้น มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตรงตามกลุ่มที่สมัครจริงหรือไม่ และเหตุใดบุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติจึงสามารถผ่านตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ และมีส่วนกำหนดผู้ได้รับเลือกเป็น สว.

แกะรายชื่อ “ผู้ช่วย สว.” พบสายสัมพันธ์ไขว้ครอบครัว-การเมือง

ด้าน น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่ iLaw นำเสนอข้อมูลการตรวจสอบบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงานของ สว. หลังการเลือกเสร็จสิ้น โดย สว.แต่ละคนสามารถแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานได้ 8 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน

จากข้อมูลสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อตรวจสอบผู้ปฏิบัติงานของ สว.อำนาจเจริญ 3 คน ได้แก่ สมภาร พละศักดิ์, แดง กองมา และ สมทบ ธีรพันธ์ พบข้อสังเกตว่าบุคคลจำนวนหนึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทางการเมือง หรือมีประวัติเชื่อมโยงกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน

กรณีสมภาร พบว่าผู้เคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งมีนามสกุลเดียวกับ สุวิทย์ จำปานนท์ สว.อำนาจเจริญอีกคน และมีประวัติเคยสมัครการเมืองท้องถิ่นในนามกลุ่มภูมิใจไทอำนาจ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกรายมีบุตรสาวสมรสกับหลานชายของสุขสมรวย วันทนียกุล สส.พรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้ช่วย สว.สมภารหลายราย ยังพบการโพสต์หรือแชร์เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสุขสมรวย นักการเมืองพรรคภูมิใจไทย และนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่อย่างต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังได้รับแต่งตั้ง

ส่วนผู้ปฏิบัติงานของแดง กองมา พบความเชื่อมโยงหลายลักษณะ โดยผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งเป็นสามีของ สว.อำนาจเจริญอีกคน และจากข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า บุคคลเดียวกันยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงานของ สว.อีกจังหวัดหนึ่งด้วย ซึ่งอาจมีประเด็นต้องตรวจสอบกับหลักเกณฑ์วุฒิสภาที่ห้ามบุคคลเดียวกันได้รับการแต่งตั้งจาก สว.มากกว่าหนึ่งคน

ผู้ช่วยรายอื่นยังพบทั้งผู้เคยเป็นคณะทำงานของกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในอำนาจเจริญ ผู้ที่มีภาพหรือโพสต์แสดงความสัมพันธ์กับสุขสมรวย และผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของ สว.รายอื่นในจังหวัดเดียวกัน

สำหรับผู้ปฏิบัติงานของสมทบ ธีรพันธ์ พบสายสัมพันธ์ย้อนกลับไปเชื่อมกับบุคคลในกลุ่มเดียวกันอีก ทั้งผู้ช่วยที่มีนามสกุลเดียวกับบุคคลซึ่งทำงานให้ สว.รายอื่น ผู้ช่วยที่เป็นลูกชายของแดง กองมา รวมถึงอีกรายซึ่งจากข้อมูลที่ผู้แถลงสืบค้น เชื่อว่าน่าจะเป็นบุตรของสมภาร พละศักดิ์

เมื่อนำรายชื่อผู้ปฏิบัติงานของ สว.ทั้ง 3 คนมาพิจารณาร่วมกัน ผู้แถลงจึงตั้งข้อสังเกตถึงสายสัมพันธ์ที่ไขว้กันระหว่างครอบครัว สว. ผู้ช่วย สว. นักการเมืองระดับชาติ และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในอำนาจเจริญ และเห็นว่าควรนำข้อมูลส่วนนี้ไปตรวจสอบประกอบกับข้อสงสัยเรื่องกระบวนการได้มาซึ่ง สว.

จ่อเปิดข้อมูลผู้สมัครกว่า 40,000 คน ชวนประชาชนช่วยแกะเครือข่าย

ช่วงท้าย นายยิ่งชีพกล่าวว่า การตรวจสอบไม่ควรหยุดเพียงกรณีอำนาจเจริญ แต่ควรขยายไปทั่วประเทศ เนื่องจาก สว. 200 คนสามารถแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานได้คนละ 8 คน ขณะที่การเลือก สว.ครั้งนี้มีผู้สมัครมากกว่า 40,000 คน

จึงเกิดคำถามต่อไปว่า อาจมีกรณีผู้สมัครที่เคยมีส่วนลงคะแนนให้ สว.คนหนึ่ง ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยของ สว.อีกคนในเครือข่าย ในลักษณะ “ฝากเลี้ยง” หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ทั้งนี้ iLaw เตรียมเปิดเผยเอกสาร สว.3 ของผู้สมัครทั้งหมดกว่า 40,000 คน พร้อมรายชื่อผู้ช่วย สว. เพื่อเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบความสัมพันธ์ของบุคคลต่างๆ

นายยิ่งชีพระบุว่า การตรวจสอบกรณีอำนาจเจริญที่ผ่านมาได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะข้อมูลความสัมพันธ์ทางเครือญาติและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลที่อาจไม่ปรากฏในเอกสารราชการ จึงเชิญชวนประชาชนในจังหวัดอื่นร่วมตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อหาคำตอบว่า “รูปแบบความสัมพันธ์” ที่ถูกตั้งข้อสังเกตในอำนาจเจริญ เป็นเพียงกรณีเฉพาะพื้นที่ หรืออาจปรากฏในจังหวัดอื่นด้วย