
บรรยากาศการเมืองกรุงเทพมหานครเริ่มร้อนแรงขึ้นทันที เมื่อ นายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดตัวร่วมลงพื้นที่หาเสียงกับ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ที่ถนนสายไม้ เขตบางซื่อ พร้อมส่งสัญญาณชัด หนุนเต็มตัวในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งหน้า
การลงพื้นที่ครั้งนี้ ยังมี นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน นายวรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม. ของพรรค และ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางซื่อ ร่วมเดินพบประชาชนอย่างคึกคัก

นายชัยวัฒน์ ระบุว่า ถนนสายไม้ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นศูนย์กลางธุรกิจค้าไม้ และยังมีศักยภาพมหาศาลในการต่อยอดสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งงานคราฟต์ งานออกแบบ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดพัฒนาย่านของพรรคประชาชน ที่ต้องการให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตเมืองของตัวเอง
ด้าน นายพิจิตต รัตตกุล เปิดใจถึงเหตุผลที่ตัดสินใจออกมาช่วยหาเสียงให้ชัยวัฒน์ว่า เพราะมองเห็นคุณสมบัติของ “คนสร้างเมือง” มากกว่า “คนซ่อมเมือง” จุดเด่นของนายชัยวัฒน์คือการเป็นวิศวกร และมีประสบการณ์ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้เข้าใจทั้งเรื่องโครงสร้างเมืองและเศรษฐกิจระดับชุมชน พร้อมชี้ว่า ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่สามารถแก้แบบแยกส่วนได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม การจราจร หรือเศรษฐกิจเมือง ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งหมด ถ้า กทม. ยังคิดแต่เรื่องซ่อม ก็จะซ่อมไม่จบ แต่เมืองต้องการการออกแบบใหม่ ต้องคิดเรื่องสร้างระบบใหม่ทั้งเมือง

นอกจากนี้ นายพิจิตตยังชื่นชมแนวคิดของพรรคประชาชนในเรื่อง “การทำงานเป็นทีม” และ “การกระจายอำนาจ” โดยมองว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่เกินกว่าจะพึ่ง “พระเอกขี่ม้าขาว” เพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งทีมบริหาร ส.ก. และประชาชนร่วมกันขับเคลื่อน
ขณะเดียวกัน นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริมแบบติดอารมณ์ขันว่า นอกจากตนกับนายพิจิตตจะชื่อเล่น “โจ” เหมือนกันแล้ว ยังเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับประสบการณ์ของ “กลุ่มมดงาน” ที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในการบริหารกรุงเทพมหานครในอดีต

เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจเลือกข้างในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพิจิตตยอมรับตรงๆ ว่า ในศึกเลือกตั้งครั้งก่อน เขาเคยสนับสนุน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพราะเชื่อมั่นในความตั้งใจ แต่ครั้งนี้จะช่วยหาเสียงให้ชัยวัฒน์และทีม ส.ก. พรรคประชาชนอย่างเต็มที่
ด้าน นายชัยวัฒน์ ยืนยันว่า แม้นายชัชชาติจะประกาศลงสมัครอีกสมัย ก็ไม่ได้ทำให้แผนการหาเสียงของตนเปลี่ยนไป เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ “เลือกใคร” เป็นผู้ว่าฯ แต่คือ “กรุงเทพฯ อีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร” คนกรุงเทพฯ ต้องได้เห็นเมืองที่เลี้ยงลูกได้ ดูแลพ่อแม่ได้ เดินทางสะดวก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้จริง พร้อมประกาศชัดว่า เป้าหมายของตนไม่ใช่แค่ทำงาน “เทียบเท่า” ผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน แต่ต้อง “ทำให้ดีกว่า”

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่พรรคประชาชนหยิบขึ้นมาชู คือการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบ ผ่านนโยบาย “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง” ที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. เราไม่ได้เชื่อแค่เรื่องคนดี แต่เชื่อในระบบที่ดี ต่อให้คนดีคิดจะโกง ก็โกงไม่ได้
ขณะที่ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ระบุว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ คือบทพิสูจน์สำคัญว่า พรรคประชาชนจะสามารถบริหารงบประมาณระดับ “4 แสนล้านบาทใน 4 ปี” เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ได้จริงหรือไม่ หลังพรรคสร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในกรุงเทพฯ มาแล้ว 2 การเลือกตั้งติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครเป็น “เจ้าของกรุงเทพมหานคร” และชัยชนะในอดีตไม่ได้การันตีอนาคต แต่สิ่งสำคัญคือการนำเสนอภาพใหม่ของเมือง ให้ประชาชนตัดสินใจว่า อยากเห็นกรุงเทพฯ เดินหน้าไปในทิศทางใดต่อจากนี้




