ภูมิใจไทย 18 ปี ‘อนุทิน’ นำทีมทำบุญใหญ่ต้อนรับแขกคึกคักหัวบันไดไม่แห้ง

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย บรรยากาศงานครบรอบสถาปนาพรรคก้าวสู่ปีที่ 18 เต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า แกนนำพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงบุคคลสำคัญทางการเมืองทยอยเดินทางเข้าร่วมพิธีอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสายตาจับจ้องถึงทิศทางการเมืองในอนาคต

พิธีเริ่มต้นด้วยการประกอบศาสนพิธี 2 ศาสนา สะท้อนภาพความหลากหลายและความเป็นสิริมงคล โดยฝ่ายพุทธมี พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะที่ฝ่ายอิสลามมีคณะจากโรงเรียนจุฬาราชมนตรี มิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์ เข้าร่วมประกอบพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ไฮไลต์สำคัญเกิดขึ้นในเวลา 10.09 น. เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวเข้าสู่ที่ทำการพรรค พร้อมแกนนำคนสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางเสียงแฟลชและคำถามจากสื่อมวลชนที่พยายามหยอกล้อถึง “รถมหาดไทยทั้งคัน” ซึ่งเจ้าตัวตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “หมดกระทรวง” ก่อนจะเสริมด้วยรอยยิ้มว่า “เงียบดี” เมื่อถูกถามถึงสมรรถนะรถ

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ถูกพูดถึง คือการเปลี่ยนทะเบียนรถจาก “จต 32” เป็น “สน 32” ซึ่งมีรายงานว่าเป็นชื่อเล่นของบุตรสาว สะท้อนมุมส่วนตัวท่ามกลางภาพลักษณ์ผู้นำทางการเมือง

บรรยากาศทางการเมืองยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อมีตัวแทนจากหลายพรรคการเมืองเข้าร่วมแสดงความยินดี ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมคำอวยพรที่ว่า “ขอให้เป็นปีที่ดี เดินหน้ารัฐบาลอย่างแข็งแรง” ยิ่งสะท้อนนัยของความร่วมมือในรัฐบาลผสม

อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ นายอนุทินได้ตอบคำถามสื่อด้วยอารมณ์ขันปนคมคาย เมื่อถูกถามถึงคำอวยพร โดยย้อนถามว่า “จะให้มาแล้วแช่งหรืออย่างไร” เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ก่อนจะกล่าวถึงเป้าหมายของพรรคในปีที่ 18 ว่า จะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประชาชน และผลักดันให้ปัญหาต่าง ๆ ถูกคลี่คลาย

ด้านนายจุลพันธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นการพบปะของคนที่คุ้นเคยกันดี พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าพรรคภูมิใจไทยจะเติบโตและมีบทบาทสำคัญต่อประเทศต่อไป

ช่วงท้ายของการพบปะ มีคำถามเชิงลึกจากสื่อถึงการ “กรวดน้ำอโหสิกรรม” ทางการเมือง ซึ่งทั้งสองฝ่ายเลือกตอบด้วยเสียงหัวเราะ ก่อนที่นายอนุทินจะทิ้งวลีชวนตีความว่า “ชาติก่อนเราเคยคู่เคียง ปลูกต้นไม้ร่วมต้น” สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในเวทีการเมืองไทย

หลังเสร็จสิ้นพิธี นายอนุทินได้ลงมาส่งคณะของนายจุลพันธ์ด้วยตัวเอง ก่อนกลับขึ้นไปเตรียมประชุมพรรคในเวลา 13.00 น. ท่ามกลางคำถามที่ยังคงลอยอยู่ ท่าทีอบอุ่นในวันนี้ จะสะท้อนเสถียรภาพรัฐบาลได้ยาวนานเพียงใด