
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีจำนวน 35 คน เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เมษายน 2569 รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาคาดว่าเป็นช่วงวันที่ 9-10 เมษายนนี้ ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมต่อทิศทางการบริหารประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
สำหรับเอกสารคำแถลงนโยบาย มีความยาว 21 หน้า ครอบคลุม 5 ด้านหลัก สะท้อนภาพการ “ยกเครื่องประเทศ” ในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม และการปฏิรูปภาครัฐ
เร่งเครื่องเศรษฐกิจ พลิกโครงสร้างสู่ยุคดิจิทัล
นโยบายด้านเศรษฐกิจถูกวางให้เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อโลกยุคดิจิทัล ลดอุปสรรคที่ฉุดรั้งการเติบโตของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังเร่งสร้างเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ เชื่อมไทยเข้าสู่เศรษฐกิจโลกอย่างเป็นระบบ ส่วนภาคเกษตร เตรียมเปลี่ยนผ่านสู่ “เกษตรแม่นยำ” เพิ่มมูลค่าทั้งห่วงโซ่อุปทาน หวังยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าพลิกโฉมประเทศไทย จากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่ “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เพื่อเพิ่มรายได้และคุณภาพอุตสาหกรรมในระยะยาว
เข้มความมั่นคงชายแดน ลุยปมไทย–กัมพูชา
ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง รัฐบาลประกาศชัดจะยกระดับการดูแลพื้นที่ชายแดน ป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมเร่งแก้ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
ประเด็นร้อนอย่างสถานการณ์ไทย–กัมพูชา จะใช้แนวทางสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี ควบคู่กับการศึกษาแนวทางยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 2544 เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังเตรียมทบทวนนโยบาย Free Visa ท่ามกลางกระแสความกังวลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ
ปฏิรูปสังคม “เรียนฟรี-รักษาทุกที่”
ในมิติด้านสังคม รัฐบาลชูแนวคิด “เรียนฟรีมีจริง เรียนจบมีงานทำ” และผลักดันการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกที่ทุกเวลา
ด้านสาธารณสุข มุ่งยกระดับระบบประกันสุขภาพ ให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ทุกที่ทันที พร้อมปรับกฎหมายประกันสังคมให้สอดรับรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ และเร่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
รับมือภัยพิบัติด้วย AI ดันเป้าคาร์บอนเป็นศูนย์
นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เน้นการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ใช้ Big Data และ AI ในการพยากรณ์และวางแผนอย่างแม่นยำถึงระดับตำบล
รัฐบาลยังเตรียมพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมทุกครัวเรือน เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ พร้อมผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
ปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ สู้คอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ในด้านการบริหารภาครัฐ รัฐบาลเตรียมผลักดันกฎหมาย “Super License” เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน
พร้อมกันนี้ จะเร่งเสนอชุดกฎหมายแบบ omnibus law เพื่อแก้ปัญหากฎหมายล้าสมัยที่เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี รวมถึงการแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง และเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
การแถลงนโยบายครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงพิธีการตามรัฐธรรมนูญ แต่ถูกจับตาในฐานะ “พิมพ์เขียว” ที่จะกำหนดอนาคตประเทศไทย ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านทั้งเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดน และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ถาโถมอย่างรวดเร็ว
