
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงปฏิบัติการครั้งสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ประกาศ “สงครามกับอาชญากรรมข้ามชาติ” อย่างจริงจัง โดยยกระดับการปราบปรามเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดย หนึ่งในผลงานชิ้นโบแดง คือการดำเนินคดีและยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายของ “เบน สมิธ – ยิม เลียก” พร้อมพวก รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายอื่นที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พบเหยื่อถูกหลอกและบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลากหลายสัญชาติ โดยถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงในรูปแบบ Romance Scam และหลอกลงทุนออนไลน์ สะท้อนโครงข่ายอาชญากรรมที่ซับซ้อนและโหดร้าย โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำชัดเจนว่า “ต้องกวาดล้างให้สิ้นซาก จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของอาชญากรรมเหล่านี้เด็ดขาด”
ล่าสุด ไทยได้ยกระดับความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ในการหารือที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 21–25 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนิละบุตร รองผบ.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานสำคัญร่วมกำหนดยุทธศาสตร์เชิงลึก ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแนวทางปราบปรามเครือข่ายข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูลจากฝั่งสหรัฐระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันตกเป็นเหยื่อแก๊งสแกม สูญเงินรวมกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 190,000 ล้านบาท สะท้อนความรุนแรงของปัญหาในระดับโลก
นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย เตรียมเปิดตัวระบบ “SHIELD” ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกกว่า 10 ประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการติดตาม-สกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรม
ขณะเดียวกัน ไทยยังได้รับคำชื่นชมจากสหรัฐ จากการจัดตั้ง Warroom IAC ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันการเงินและเครือข่ายโทรคมนาคม นำไปสู่การอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงความร่วมมือใกล้ชิดกับ FBI ที่ช่วยจับกุมผู้กระทำผิดและยึดทรัพย์ได้จำนวนมาก
รัฐบาลตั้งเป้าชัดเจนในการยกระดับสถานะประเทศไทย จาก Tier 2 ต่อเนื่อง 4 ปี สู่ Tier 1 ในการประเมินด้านการค้ามนุษย์ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภาคการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก
โฆษกประจำสำนักนายกฯ ย้ำทิ้งท้ายว่า ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่เพียงการปราบปราม แต่คือ “การปกป้องประชาชน” และการยกระดับมาตรฐานประเทศไทยสู่สากลอย่างยั่งยืน ท่ามกลางศึกอาชญากรรมข้ามชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
