
รมช.มหาดไทยลุยสกลนคร หลังพบพิรุธนำสำเนาบัตรประชาชน-ทะเบียนบ้านชาวบ้านกว่า 50 ราย ใช้จดทะเบียนบริษัท พบผิดปกติ 49 บริษัท กระจาย 4 อำเภอ สั่งสาวถึงนายหน้า-ต่างชาติ
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมที่ทำการปกครองอำเภอพรรณานิคม จ.สกลนคร นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ติดตามกรณีพบความผิดปกติ มีนายหน้าคนไทยนำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของประชาชนกว่า 50 ราย ไปให้ชาวต่างชาติใช้ประกอบการจดทะเบียนบริษัท โดยเจ้าของข้อมูลบางรายยินยอม ขณะที่อีกหลายรายไม่รู้เรื่องมาก่อน

การลงพื้นที่ครั้งนี้มี นพ.ภาณุ พรวัฒนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมผู้บริหารจังหวัด ตำรวจ พาณิชย์จังหวัด และนายอำเภอในพื้นที่ร่วมรายงานสถานการณ์และรับมอบข้อสั่งการ
นายพลพีร์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวระหว่างลงพื้นที่ อ.เกาะพะงัน และ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบพฤติการณ์นำทะเบียนบ้าน รหัสประจำบ้าน และเลขประจำตัวประชาชนไปใช้จดทะเบียนบริษัทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ถือเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง

เบื้องต้นเชื่อว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้คนไทยเข้าร่วมถือหุ้นหรือเป็นนอมินี เพื่อให้ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย หาก “สารตั้งต้น” ของการจัดตั้งบริษัทไม่ถูกต้อง ย่อมต้องตรวจสอบต่อไปว่าธุรกิจและกิจกรรมที่ตามมามีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
จากการตรวจสอบพบความผิดปกติของการจดทะเบียนนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวใน จ.สกลนคร รวม 49 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติจีน 100% จำนวน 35 บริษัท และสัญชาติไทย 100% จำนวน 14 บริษัท กระจายใน 4 อำเภอ

อ.เมืองสกลนคร พบ 1 หลังคาเรือนถูกใช้จดทะเบียน 1 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติจีน 100% ขณะที่ อ.สว่างแดนดิน พบเพียง 3 หลังคาเรือน แต่ถูกใช้จดทะเบียนถึง 14 บริษัท เป็นสัญชาติไทย 100% ส่วน อ.ภูพาน พบ 1 หลังคาเรือน จดทะเบียนบริษัทสัญชาติจีน 100% จำนวน 1 บริษัท และ อ.โคกศรีสุพรรณ พบถึง 33 หลังคาเรือน ถูกใช้จดทะเบียน 33 บริษัท ซึ่งเป็นสัญชาติจีน 100% ทั้งหมด
นายพลพีร์ ระบุว่า ปัญหาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียง 3-4 อำเภอ เนื่องจากพาณิชย์จังหวัดยังตรวจพบกรณีจดทะเบียนข้ามเขตจาก จ.ชลบุรี แต่ระบุสถานที่ตั้งบริษัทอยู่ใน จ.สกลนคร จึงประสานกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศให้ช่วยกันตรวจสอบ หากพบรูปแบบหรือพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันให้รีบรายงานและตรวจสอบทั้งตัวบริษัท ผู้เกี่ยวข้อง และสถานที่ตั้ง เพราะอาจเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจผิดกฎหมาย

พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการกรมการปกครอง ใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระมัดระวังการมอบสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หรือข้อมูลส่วนบุคคลให้ผู้อื่นนำไปใช้
นายพลพีร์ยังกำชับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียนทุกระดับ ห้ามปล่อยให้ข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะตัวของประชาชนรั่วไหลออกไปภายนอกเด็ดขาด หากตรวจพบเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น

รมช.มหาดไทยยังส่งคำเตือนไปถึงนายหน้า บริษัทบัญชี และบริษัทกฎหมายหรือทนายความที่อาจมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการตั้งบริษัทให้ชาวต่างชาติว่า “อย่าทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง” เพียงเพราะเห็นแก่ค่าจ้างหรือเงินจำนวนเล็กน้อย เพราะสุดท้ายประชาชนที่ไม่รู้เรื่องอาจต้องรับความเดือดร้อนตามมา
“ขอเตือนบริษัททั้งหลายว่า เรารู้แล้วว่าคุณคือใคร เจ้าหน้าที่รัฐจะตามไปทั้งหมด หากรู้ว่าตัวเองทำผิด ขอให้เดินเข้ามาหาเจ้าพนักงานและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ดีกว่ารอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม” นายพลพีร์กล่าว
ขณะนี้ตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครได้เปิดรับแจ้งความจากประชาชนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบบุคคลต่างชาติที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากพบว่าผู้ที่อาจเกี่ยวข้องไม่ได้อยู่เฉพาะใน จ.สกลนคร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึง จ.ชลบุรี จ.สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลา ป้องกันการหลบหนี พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานและเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายพลพีร์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมชื่นชมกระทรวงพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัดสกลนครที่ตรวจพบพิรุธจากธุรกรรมการจดทะเบียนสถานที่ตั้งบริษัท จนนำมาสู่การขยายผลตรวจสอบครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังพบประชาชนที่เข้าขอความช่วยเหลือทั้งผู้สูงอายุและผู้พิการ ซึ่งหลายคนไม่ทราบมาก่อนว่าบ้านหรือข้อมูลของตัวเองถูกนำไปใช้จดทะเบียนบริษัท กระทั่งฝ่ายปกครองและตำรวจลงพื้นที่แจ้งให้ทราบ

ที่น่าจับตาคือ มีข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่บุคคลนำสิ่งของไปแจกในหมู่บ้าน ก่อนขอให้ชาวบ้านนำบัตรประชาชนมา “สแกน” ซึ่งนายพลพีร์ยืนยันว่าไม่ใช่วิธีดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐอย่างแน่นอน ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนหาตัวผู้เกี่ยวข้อง
“ทุกหน่วยงานต้องเร่งดำเนินการให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษโดยเร็วที่สุด และต้องเป็นโทษสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด คนทำผิดต้องมีจุดจบ” นายพลพีร์กล่าวย้ำ
