
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 สภาที่ 3 กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังเว้นช่วงจากบรรยากาศการเลือกตั้ง โดยได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “กล่าวหา ตรวจสอบ ชี้แนะข้อเสนอต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน” เพื่อสะท้อนปัญหาประเทศและเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศได้ระยะหนึ่งแล้ว
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ผู้ก่อตั้งสภาที่ 3 และประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวเปิดเวทีว่า สภาที่ 3 ไม่ได้หายไปไหน แต่หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวในช่วงเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเข้าไปแทรกแซงหรือสร้างผลกระทบต่อฝ่ายการเมืองใดฝ่ายการเมืองหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้กว่า 3 เดือน ถือเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนสามารถตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานได้ จึงถึงเวลาที่สภาที่ 3 จะกลับมาทำหน้าที่สะท้อนเสียงประชาชนอีกครั้ง
ด้านนายปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจระหว่างประเทศ วิเคราะห์สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกว่า จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจสำคัญของโลกจากศักยภาพด้านประชากรกว่า 1,400 ล้านคน การลงทุนด้านการศึกษา และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่สหรัฐอเมริกายังคงมีจุดแข็งจากระบบเสรีประชาธิปไตยและโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจยิ่งทวีความเข้มข้น
นายปรีดาเห็นว่า ประเทศไทยซึ่งอยู่ท่ามกลางแรงปะทะของสองขั้วอำนาจโลก จำเป็นต้องวางตัวเป็นกลาง เปิดความร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐฯ พร้อมใช้จุดแข็งของประเทศด้านความเป็นมิตร ความสงบ และศักยภาพทางการเกษตร สร้างจุดขายอาหารปลอดภัยและดึงดูดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ทำงานอิสระจากทั่วโลกให้เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย
พร้อมกันนี้ยังแสดงความกังวลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยและวิกฤตอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าประเทศไทยซึ่งมีประชากรราว 64 ล้านคน ยังมีจำนวนประชากรไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัยในอนาคต และเสนอให้รัฐเร่งส่งเสริมการมีบุตรควบคู่กับการเปิดรับแรงงานและประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเติมกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ
ขณะที่ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิครั้งใหญ่ โดยให้ชุมชนและครัวเรือนเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพ พร้อมผลักดันแนวคิด “พยาบาลอาสา” ที่ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท เพื่อดูแลประชาชนเชิงรุกในพื้นที่
นพ.ชูชัย ระบุว่า การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ต้องอาศัยการทำงานเชิงรุกและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด เพราะหากปล่อยให้ประชาชนเข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยรุนแรง จะนำไปสู่ปัญหาอัมพฤกษ์ อัมพาต และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นภาระมหาศาลของประเทศในอนาคต
ด้านนายสุวิช ทุมมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) เปิดประเด็นร้อนเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยตั้งคำถามถึงความล่าช้าของโครงการที่แม้ภาคเอกชนจะชนะการประมูลไปแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายสุวิช ระบุว่า ความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้การรถไฟแห่งประเทศไทยสูญเสียรายได้กว่า 10,671 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากที่สามารถนำมาใช้บริหารองค์กรและชำระหนี้สะสมที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ อาจซ้ำรอยมหากาพย์โครงการโฮปเวลล์ที่กลายเป็นบาดแผลทางเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาการพัฒนาระบบรางที่ขาดทิศทาง โดยระบุว่ารัฐบาลมักมองการรถไฟว่าเป็นองค์กรขาดทุน ทั้งที่ในเชิงพาณิชย์สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ แต่ต้องแบกรับภารกิจบริการสังคมจำนวนมาก ขณะที่การประเมินผลกลับใช้มาตรฐานแบบภาคเอกชน
นายสุวิชยังตั้งข้อสังเกตถึงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายใหม่หลายโครงการว่า แม้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล แต่กลับยังไม่มีแผนจัดหาขบวนรถเพียงพอรองรับการเดินรถในอนาคต จนนำมาสู่คำถามสำคัญว่า ประเทศไทยกำลังลงทุนสร้างรางรถไฟ แต่กลับไม่มีรถไฟวิ่งใช้งานจริงหรือไม่
เวทีเสวนาครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลและฝ่ายค้านว่า ถึงเวลาต้องเร่งตอบโจทย์ปัญหาประชาชนอย่างจริงจัง ก่อนที่หลายวิกฤตจะลุกลามจนยากเกินแก้ไข
