
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มีสว.หลายคนได้อภิปรายทักท้วงคุณสมบัติของ พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ผู้ได้รับการเสอนชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านการลงมติเห็นชอบ พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช โดยตั้งข้อสังเกตถึงคุณสมบัติและความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งดังกล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอชื่นชมความมุ่งมั่นและความพยายามของ พล.ต.ท.จักรพงศ์ ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้สมัครเข้ารับการสรรหาในองค์กรอิสระหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึง 9 ครั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีก 1 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความมานะพยายามอย่างยิ่งยวด แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการได้รับการเสนอชื่อในครั้งนี้อาจเป็นการเสนอมา “ผิดฝาผิดตัว”
สมาชิกวุฒิสภารายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 200 (4) กำหนดให้บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติเป็นศาสตราจารย์ในสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ แต่จากประวัติของ พล.ต.ท.จักรพงศ์ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาด้านนิติศาสตร์ จึงเกิดข้อสงสัยว่าการได้รับการระบุคุณสมบัติในฐานะ “ศาสตราจารย์พิเศษ” ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจนั้น สามารถเทียบเคียงกับตำแหน่งศาสตราจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จริงหรือไม่
“ผมอยากขอคำตอบจากประธานกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบประวัติและความประพฤติของผู้ได้รับการเสนอชื่อว่า ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณาให้มีคุณสมบัติเป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งที่ประวัติการศึกษาและเส้นทางวิชาการเป็นอีกลักษณะหนึ่ง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังแสดงความกังวลว่า หากวุฒิสภามีมติเห็นชอบและมีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ภายหลังเกิดปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ จนอาจไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก็จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของวุฒิสภา โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่มีผู้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. และผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบในการลงมติ เนื่องจากประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และวุฒิสภายังมีเวลาสำหรับกระบวนการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังยกกรณีที่ประชุมวุฒิสภาเคยลงมติไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว 2 ราย ได้แก่ ศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 และ ศาสตราจารย์ ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ทั้งที่ทั้งสองคนมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย จึงเห็นว่าวุฒิสภาควรใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงพิจารณาจากรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาส่งมาเท่านั้น
“แม้เสียงข้างมากของคณะกรรมการสรรหาจะเห็นชอบ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายโดยตรงไม่ได้ลงคะแนนสนับสนุน ดังนั้นวุฒิสภาจึงมีหน้าที่ต้องพิจารณาความถูกต้องอย่างละเอียด ไม่ใช่รับรองโดยอัตโนมัติ” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
ช่วงท้ายของการอภิปราย นพ.เปรมศักดิ์ เตือนสมาชิกวุฒิสภาว่า การลงมติเห็นชอบบุคคลที่มีข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติ อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในอนาคต และอาจย้อนกลับมากระทบต่อผู้ที่ลงคะแนนเห็นชอบด้วย
“หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบ ก็จะเป็นการแสดงให้สังคมเห็นว่าคำนึงถึงความถูกต้องเป็นสำคัญ แต่หากเดินหน้าทั้งที่ยังมีข้อสงสัย ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้ ผมอยากให้วุฒิสภาใช้โอกาสครบรอบเกือบ 2 ปีของการทำหน้าที่ สร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สง่างาม รับฟังเสียงท้วงติง และตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้องมากกว่าคำสั่งหรือแรงกดดันใดๆ” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
จากนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ฐานะเลขานุการ กมธ. ชี้แจงว่าในส่วนของรายงานฉบับเปิดเผย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้กรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติแม้กรรมการสรรหาพ้นวาระไปแล้ว ยังกลับมาพิจารณา ส่วนที่อ้างเสียงข้างน้อยมีประธานศาลฎีกาด้วยนั้น ทำไมไม่กล่าวถึงเสียงข้างมากที่มี ประธานศาลปกครองสูงสุดด้วย เพราะถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นกัน ทั้งนี้การพิจารณาคุณสมบัตินั้นไม่เป็นอำนาจของกมธ.ตรวจสอบประวัติฯ แต่เป็นกรรมการสรรหาซึ่งได้ทำแล้ว ดังนั้นข้อกังวลที่อภิปรายได้ดำเนินการแล้วตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ทั้งนี้ก่อนที่มีพ.ร.บ.ตำรวจ โรงเรียนนายร้อยเปิดสอนคณะรัฐศาสตร์มาก่อน และเมื่อมีกฎหมายตำรวจจึงเปิดสอนคณะนิติศาสตร์ และนายจักรพงศ์ จบการศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์
“แม้ สว. จะพิจารณาให้เห็นความชอบหรือไม่ จะวินิจฉัยอย่างไร ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เชื่อว่า สว.มีวุฒิภาวะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครสั่งสว.ได้ เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง แลเผมเป็นห่วงและกังวลที่กล่าวอ้างถึงการโปรดเกล้า หรือไม่โปรดเกล้า เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นพระราชวินิจฉัย ไม่ควรอ้างถึง และเอกสารนั้นอยู่ในชั้นความลับ” นายวุฒิชาติ กล่าว
นายวุฒิชาติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดหลังจากประชุมลับ ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติ เลือก พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียง เห็นชอบ 140 เสียง ไม่เห็นด้วย 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง ถือว่านายจักรพงศ์ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

