อธิบดีสถ.คนใหม่เผชิญโจทย์ใหญ่ กับภารกิจพิสูจน์ความโปร่งใส ‘เท้าเปื้อน อย่าขึ้นธรรมาสน์’

สถ.ภายใต้การนำของ “ปิยะ ปิจนำ” อธิบดีป้ายแดง เผชิญโจทย์ใหญ่กู้วิกฤตความเชื่อมั่น ต้องสะสางมลทินคดีสอบท้องถิ่นที่สะเทือนมหาดไทย ต้องปลอดแรงกระแทกการเมือง สู่บทพิสูจน์ “เท้าเปื้อน อย่าขึ้นธรรมาสน์”  

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เผยแพร่ข้อความแสดงจุดยืนต่อปัญหาการทุจริตสอบแข่งขันท้องถิ่น ภายใต้ข้อความ “ยึดมั่นในศักดิ์ศรีของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคน” พร้อมระบุแนวทางดำเนินการ 3 ประการ เพื่อคลี่คลายข้อกังวลและรักษาสิทธิของผู้เข้าสอบโดยสุจริต

ประการแรก สถ.ระบุว่าตระหนักถึงข้อห่วงกังวลของสังคมเกี่ยวกับการทุจริตสอบแข่งขันท้องถิ่น ประการที่สอง ยืนยันว่าได้ตรวจสอบคะแนนที่ถูกต้อง ยกเลิกบัญชีและขึ้นบัญชีใหม่แล้ว รวมถึงเรียกรายงานตัวผู้สอบได้ใหม่ เพื่อรักษาสิทธิผู้ที่สอบได้โดยสุจริต

ประการที่สาม พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลการดำเนินการของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยไม่ปกป้องผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดหรืออยู่ในระดับใด ก่อนปิดท้ายด้วยถ้อยคำสะดุดตาว่า “เท้าเปื้อน อย่าขึ้นธรรมาสน์”

จุดยืนดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงที่ สถ.อยู่ภายใต้การนำของ นายปิยะ ปิจนำ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งย้ายมาจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ โดยการแต่งตั้งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ในการฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น หลังเกิดปัญหาทุจริตสอบที่กระทบความรู้สึกของผู้สมัครและสังคมในวงกว้าง

ในเชิงวิเคราะห์ การประกาศว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิดถือเป็นจุดยืนที่จำเป็น แต่สิ่งที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่นได้ คือผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้จริง ตั้งแต่ความชัดเจนของการแก้ไขบัญชีผู้สอบได้ การเยียวยาผู้เสียสิทธิโดยสุจริต การเปิดเผยความคืบหน้าเท่าที่กฎหมายอนุญาต ไปจนถึงการส่งข้อมูลให้หน่วยงานสอบสวนดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน สถ.ยุคใหม่ยังต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้อำนาจหน้าที่เป็นไปอย่างอิสระตามกฎหมาย ยึดระบบคุณธรรม และปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง โดยเฉพาะการสอบบรรจุ การแต่งตั้งโยกย้าย และการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับอนาคตของบุคลากรท้องถิ่นและคุณภาพบริการที่ประชาชนจะได้รับ

ทั้งนี้ การที่นายปิยะเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ อาจเป็นบริบทให้เกิดการจับตาความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายราชการกับฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตาม ประวัติการรับราชการในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการแทรกแซง สิ่งที่จะตอบข้อกังขาได้คือการตัดสินใจบนหลักเกณฑ์เดียวกัน เปิดให้ตรวจสอบ และดำเนินการกับผู้กระทำผิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ

สำหรับข้อความ “เท้าเปื้อน อย่าขึ้นธรรมาสน์” หากตีความในเชิงภาษา ย่อมสื่อถึงการตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือทางจริยธรรมของผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น เปรียบเสมือนเตือนว่า ผู้จะขึ้นไปสั่งสอนเรื่องความถูกต้องควรตรวจสอบตนเองก่อน จึงเป็นถ้อยคำที่มีน้ำหนักเชิงตอบโต้ มากกว่าการชี้แจงขั้นตอนแก้ไขปัญหาทางราชการตามปกติ

เมื่อพิจารณาบริบทข่าวที่มีการตอบโต้คำวิจารณ์ของนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมาก่อน เกี่ยวกับปัญหาสอบท้องถิ่น จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นการส่งสารกลับไปยังผู้วิจารณ์ อย่างไรก็ดี ตัวภาพไม่ได้ระบุชื่อบุคคล จึงยังไม่อาจสรุปจากข้อความนี้เพียงอย่างเดียวว่ามุ่งถึงใครโดยเฉพาะ และถ้อยคำเปรียบเปรยดังกล่าวก็ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าบุคคลใดกระทำผิด

ท้ายที่สุด บทพิสูจน์ของ สถ.ภายใต้การนำของนายปิยะ จึงอยู่ที่การทำให้คำประกาศเรื่องความโปร่งใสเกิดผลจริง เพราะศักดิ์ศรีขององค์กรจะกลับมาเข้มแข็งได้ เมื่อผู้สอบโดยสุจริตได้รับความเป็นธรรม ผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และประชาชนมั่นใจได้ว่าโอกาสเข้ารับราชการท้องถิ่นตัดสินกันด้วยความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เงินหรือเส้นสาย