
แสงเทียนนับหมื่นดวงส่องประกายสว่างไสวทั่วบริเวณท้องสนามหลวง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลาบปลื้มปีติและความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยจากทุกหมู่เหล่า ที่พร้อมใจกันร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2569

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธี ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง โดยมี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ทันทีที่นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงบริเวณพิธี ได้ขึ้นสู่เวทีประกอบพิธีร่วมกับประธานรัฐสภาและประธานศาลฎีกา ก่อนถวายความเคารพหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และวางพานพุ่มทอง–พานพุ่มเงิน จากนั้นนายกรัฐมนตรีถวายธูปเทียนแพและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ท่ามกลางความสงบและความศรัทธาของผู้ร่วมพิธีทั่วทั้งสนามหลวง


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล พร้อมน้อมนำพสกนิกรชาวไทยร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยกล่าวสดุดีพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งด้านสาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยและหัตถศิลป์พื้นถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตานานาชาติ

นายกรัฐมนตรี ยังได้น้อมนำคำถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดอภิบาลรักษาให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ และทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยตลอดไป

ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ดนตรีได้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ผู้ร่วมพิธีต่างถือโคมเทียนส่องแสงสว่างทั่วบริเวณ ก่อนร่วมขับร้องเพลง “สดุดีจอมราชา” ด้วยความซาบซึ้งและภาคภูมิใจ
ช่วงท้ายของพิธี นายกรัฐมนตรีนำผู้เข้าร่วมงานเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” พร้อมกัน 3 ครั้ง ดังกึกก้องทั่วท้องสนามหลวง ท่ามกลางแสงเทียนที่ส่องสว่างงดงาม กลายเป็นภาพแห่งความสามัคคี ความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ประทับอยู่ในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ ในค่ำคืนมหามงคลแห่งประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนี้






